ไอวอรีโคสต์ปลูกโกโก้มากที่สุดในโลก แต่โกโก้จำนวนมากยังถูกส่งออกไปเป็นเมล็ดดิบ มีรายงานประเมินว่าโกโก้ทุก 1 ตันที่แปรรูปในประเทศ เพิ่มมูลค่าได้อีกราว 900-1,200 ดอลลาร์ ผมไปอ่านเจอเรื่องนี้แล้วนึกถึงยางแผ่นกับปาล์มทะลายบ้านเราขึ้นมาทันที
โกโก้โลกอยู่ที่ไหน กำไรอยู่ที่ไหน
ผมไปอ่านเจอบทความหนึ่งพูดถึงห่วงโซ่โกโก้ของไอวอรีโคสต์ ตัวเลขแรกที่ทำให้ผมหยุดอ่านนิ่งไปพักหนึ่งคือ โกโก้ทุก 1 ตันที่แปรรูปในประเทศ เพิ่มมูลค่าได้อีกราว 900-1,200 ดอลลาร์ เมื่อเทียบกับส่งออกเป็นเมล็ดดิบ
โกโก้เป็นหัวใจเศรษฐกิจของไอวอรีโคสต์ คิดเป็นราว 15-20% ของ GDP ถ้าส่งออกไปเป็นเมล็ดดิบ มูลค่าเพิ่มก้อนนั้นก็ไปเกิดที่ประเทศที่รับไปแปรรูปแทน
บทความบอกว่าการแปรรูปในประเทศช่วยให้เก็บรายได้ไว้ได้มากขึ้น สร้างงานโรงงาน และลดความเสี่ยงจากราคาโลกที่เหวี่ยง ต่างจากการขายเมล็ดดิบที่ได้แค่ราคาต้นน้ำ
ไอวอรีโคสต์ขยับจากคนปลูกเป็นคนแปรรูป
ไอวอรีโคสต์เป็นประเทศที่ปลูกโกโก้มากที่สุดในโลก และรัฐบาลเขาก็รู้เรื่องนี้ดี ปี 2024 ไอวอรีโคสต์แปรรูปโกโก้ในประเทศได้ราว 777,000 ตัน หรือ 44% ของผลผลิต 1.76 ล้านตัน ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลย
แต่เขายังไม่พอใจแค่นั้น รัฐบาลตั้งเป้าต่อว่าต้องแปรรูปในประเทศให้ได้อย่างน้อย 50% ภายในปี 2026 นั่นแปลว่าโกโก้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของประเทศจะถูกแปรรูปก่อนออกจากประเทศ
สิ่งที่น่าสนใจคือนี่ไม่ใช่แค่นโยบายลอยๆ แต่เป็นการวางเป้าหมายเป็นตัวเลขชัดเจน มีกรอบเวลาชัดเจน ผมว่าจุดนี้แหละที่ทำให้มันต่างจากการพูดคุยทั่วไปเรื่อง ‘ควรเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร’ ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ แต่ไม่มีใครบอกว่าจะทำเท่าไหร่ ภายในกี่ปี
กานาก็เล่นเกมเดียวกัน
ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกานา ซึ่งเป็นผู้ปลูกโกโก้รายใหญ่อีกประเทศ ได้ประกาศร่วมกับไอวอรีโคสต์ว่าจะขยายกำลังการแปรรูปโกโก้ ส่งเสริมการค้าผลิตภัณฑ์โกโก้ในภูมิภาค และให้มูลค่าเพิ่มเกิดในแอฟริกามากขึ้น พร้อมประสานนโยบายราคาหน้าสวนเพื่อให้รายได้ของเกษตรกรดีขึ้น
ตรงนี้ผมมองว่าน่าสนใจ สองประเทศผู้ปลูกโกโก้รายใหญ่ไม่ได้คุยกันแค่เรื่องปลูกให้ได้เยอะ แต่คุยกันเรื่องแปรรูปและเพิ่มมูลค่า นั่นคือสัญญาณว่าทั้งสองประเทศเห็นตรงกันว่าการปลูกอย่างเดียวไม่ใช่ทางรอดระยะยาว
สหกรณ์เกษตรกรก็ลงมือเอง — เคส CADESA
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้จับต้องได้มากขึ้นสำหรับผมคือเคสของสหกรณ์ CADESA เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2026 สหกรณ์นี้ซึ่งมีสมาชิกเกษตรกรกว่า 4,000 ราย ลงเสาเข็มโรงแปรรูปโกโก้ของตัวเองที่เมืองซานเปโดร งบประมาณ 9.84 พันล้านฟรังก์ CFA หรือราว 15 ล้านยูโร
กำลังผลิตเริ่มต้นอยู่ที่ 15,000 ตันต่อปี ขยายได้ถึง 30,000 ตัน คาดว่าสร้างเสร็จใน 24 เดือน และจะสร้างงานโดยตรง 110 ตำแหน่ง โครงการนี้มีรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ช่วยหนุนผ่านโครงการ Cocoa Tech แต่เจ้าของคือสหกรณ์ของเกษตรกรเอง ไม่ใช่บริษัทข้ามชาติ
ผมชอบเคสนี้ตรงที่มันแสดงให้เห็นว่าการขยับจากคนปลูกไปเป็นคนแปรรูป ไม่ได้เป็นสิทธิ์เฉพาะของรัฐบาลหรือบริษัทใหญ่เท่านั้น เกษตรกรที่รวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ก็ทำได้ ถ้ารวมกันได้ใหญ่พอ และหาแหล่งทุนหรือผู้สนับสนุนมาช่วย
จุดที่ทำให้ผมหยุดคิด
ตัวเลขที่ทำให้ผมนั่งคิดนานที่สุดในเรื่องนี้คือ 900-1,200 ดอลลาร์ต่อตัน เพราะมันสะท้อนความจริงข้อหนึ่งที่ผมคิดว่าเกิดซ้ำในธุรกิจเกษตร ไม่ว่าจะเป็นโกโก้ ยาง ปาล์ม หรือผลไม้บ้านเรา
คนที่แปรรูปคือคนที่ได้กำไรส่วนใหญ่ ส่วนคนที่ขายวัตถุดิบดิบๆ คือคนที่ส่งกำไรก้อนใหญ่ที่สุดออกจากมือตัวเองไปให้คนอื่น โดยที่ตัวเองยังต้องแบกความเสี่ยงเรื่องราคาผันผวน ดินฟ้าอากาศ และต้นทุนการผลิตอยู่เหมือนเดิม
ไอวอรีโคสต์ปลูกโกโก้ได้มากที่สุดในโลกอยู่แล้ว แต่ยังต้องตั้งเป้าเร่งแปรรูปในประเทศ ผมว่านี่บอกว่าการปลูกเก่งอย่างเดียวไม่ใช่ตัวตัดสินว่าใครได้มูลค่ามากที่สุดในห่วงโซ่ การแปรรูปและการเข้าถึงตลาดปลายทางต่างหากที่สำคัญ
ถ้าเป็นบ้านเราจะเอาไปใช้ยังไง
บ้านเราเจอสถานการณ์คล้ายกันมากในหลายพืช ยางแผ่นดิบ ปาล์มทะลาย ผลไม้สด ข้าวเปลือก เราเก่งเรื่องผลิตวัตถุดิบมาก แต่มูลค่าส่วนใหญ่ไปเกิดขึ้นที่โรงงานแปรรูปหรือพ่อค้าคนกลางที่รับซื้อไปขายต่อ
กับดักที่เจอบ่อยคือคิดแต่ว่าต้องปลูกให้ได้ผลผลิตเยอะๆ คุณภาพดีๆ แล้วราคาจะดีเอง แต่ถ้าขายเป็นวัตถุดิบ ราคาต่อกิโลมักถูกกำหนดโดยคนรับซื้อ ไม่ใช่โดยคุณภาพของที่เราปลูกอย่างเดียว
สำหรับคนที่ทำสวนขนาดเล็กและเงินทุนไม่มาก ไม่จำเป็นต้องคิดถึงการสร้างโรงงานแปรรูปแบบ CADESA ทันที เพราะนั่นต้องใช้เงินระดับสหกรณ์ใหญ่และผู้สนับสนุนจากภายนอก สิ่งที่ทำได้ก่อนคือการขยับขั้นตอนเล็กๆ ที่อยู่ในมือเราเอง เช่น คัดเกรดก่อนขาย ทำความสะอาด อบแห้งเบื้องต้น หรือบรรจุใส่ถุงติดฉลากบอกที่มา
สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูง แต่มันคือการแปรรูปขั้นแรกที่ทำให้ของของเรามีมูลค่าต่างจากของดิบที่กองขายในตลาดสด แค่ขยับ 1 ขั้นแบบนี้ ราคาต่อกิโลก็ไม่เท่าเดิมแล้ว
รวมกลุ่มก่อนลงทุนใหญ่ — บทเรียนจากสหกรณ์
สิ่งที่ผมมองว่าเป็นบทเรียนสำคัญจากเคส CADESA ไม่ใช่แค่เรื่องแปรรูป แต่คือเรื่องการรวมกลุ่ม เกษตรกรรายเดี่ยวคงไม่มีทางลงทุนสร้างโรงแปรรูปกำลังผลิต 15,000 ตันต่อปีได้คนเดียว แต่พอรวมเป็นสหกรณ์ที่มีสมาชิกกว่า 4,000 ราย และมีผู้สนับสนุน ตัวเลขนี้กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้
บ้านเรามีกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์การเกษตรกระจายอยู่ทั่วประเทศอยู่แล้ว คำถามคือกลุ่มเหล่านี้เคยคุยกันจริงจังไหมว่าจะรวมทุนกันแปรรูปสินค้าตัวเองสักขั้นหนึ่ง แทนที่จะต่างคนต่างขายวัตถุดิบดิบให้พ่อค้าคนกลางเหมือนเดิม
ผมไม่ได้บอกว่าทุกกลุ่มต้องไปสร้างโรงงานใหญ่ แต่การเริ่มจากขั้นเล็กๆ ร่วมกัน เช่น ซื้อเครื่องอบแห้งร่วมกัน หรือแบ่งกันลงทุนเครื่องคัดเกรด อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สมจริงกว่าการรอให้มีเงินก้อนใหญ่มาสร้างโรงงานคนเดียว
ตัวเลขของเคสนี้
| มูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปในประเทศ (ค่าประเมิน) | ราว $900-1,200 ต่อตัน เทียบกับส่งออกเมล็ดดิบ |
| แปรรูปในประเทศของไอวอรีโคสต์ (2024) | ราว 777,000 ตัน = 44% ของผลผลิต |
| เป้าของรัฐบาลไอวอรีโคสต์ | แปรรูปในประเทศอย่างน้อย 50% ภายในปี 2026 |
| โกโก้ต่อเศรษฐกิจไอวอรีโคสต์ | ราว 15-20% ของ GDP |
| งบโรงแปรรูปสหกรณ์ CADESA (ซานเปโดร) | 9.84 พันล้านฟรังก์ CFA (ราว 15 ล้านยูโร) |
| กำลังผลิตโรงแปรรูป CADESA | 15,000 ตัน/ปี ขยายได้ถึง 30,000 ตัน/ปี |
คำถามที่คนถามบ่อย
ทำไมการขายเมล็ดโกโก้ดิบถึงได้มูลค่าน้อยกว่า
บทความที่ผมอ่านประเมินว่าโกโก้ 1 ตันที่แปรรูปในประเทศ เพิ่มมูลค่าได้อีกราว 900-1,200 ดอลลาร์ ถ้าขายเป็นเมล็ดดิบ มูลค่าส่วนนี้ก็ไปเกิดที่ประเทศที่รับไปแปรรูปแทน
ตอนนี้ไอวอรีโคสต์แปรรูปเองได้แค่ไหนแล้ว
ปี 2024 แปรรูปในประเทศราว 777,000 ตัน หรือ 44% ของผลผลิต และรัฐตั้งเป้าให้ถึงอย่างน้อย 50% ภายในปี 2026 มีทั้งโรงงานใหญ่และสหกรณ์อย่าง CADESA ที่เริ่มสร้างโรงแปรรูปของตัวเอง
บ้านเราเอาแนวคิดนี้ไปใช้กับพืชอะไรได้บ้าง
ยางแผ่น ปาล์มทะลาย ผลไม้สด ข้าวเปลือก ล้วนเป็นสินค้าที่เราส่วนใหญ่ยังขายเป็นวัตถุดิบดิบ จึงมีช่องให้ขยับขึ้นอีกขั้นได้เหมือนกัน
ต้องมีโรงงานถึงจะเรียกว่าแปรรูปไหม
ไม่จำเป็นครับ คัดเกรด ทำความสะอาด อบแห้งเบื้องต้น บรรจุ ติดฉลากบอกที่มา ก็นับเป็นการแปรรูปขั้นแรกที่ทำได้ตั้งแต่ระดับครัวเรือนโดยไม่ต้องลงทุนสูง
ผมอ่านมาจากไหน
อ่านต่อในเว็บ
ของที่คุณขายอยู่ตอนนี้ ผ่านการแปรรูปมาแล้วกี่ขั้น?
เล่าให้ฟังในคอมเมนต์ได้เลยครับ ผมอ่านทุกอัน
เกษตรที่อยู่รอด ไม่ได้ชนะเพราะปลูกเก่งกว่า — แต่ชนะเพราะคิดเป็นธุรกิจ
ผมเก็บเคสเกษตรทำเงินจากทั่วโลกมาเล่าวันละเรื่อง ตามอ่านได้ที่เพจ เกษตรหัวใจธุรกิจ ส่วนแปลงที่ผมลงมือทำเองอยู่ ดูได้ที่ ช่องสาระรีฟ ครับ

