มีแอปตัวหนึ่งชื่อ Plantix ที่บริษัทบอกว่าตอบคำถามเกษตรกรไปแล้วกว่า 100 ล้านครั้ง แค่ถ่ายรูปใบที่เป็นโรคส่งเข้าไป มันบอกได้ว่าน่าจะเป็นโรคอะไร ขาดธาตุอะไร ควรแก้ยังไง และที่ผมสะดุดที่สุดคือเกษตรกรใช้ได้ฟรี
Plantix คืออะไร ทำงานยังไง
ผมไปอ่านเจอเรื่องนี้แล้วต้องกลับไปอ่านซ้ำอีกรอบ เพราะตัวเลขมันเยอะเกินกว่าที่ผมจะคิดว่าเป็นไปได้กับแอปฟรีตัวหนึ่ง Plantix พัฒนาโดยบริษัท PEAT ซึ่งตอนนี้มีสำนักงานทั้งที่เยอรมนีและอินเดีย หลักการง่ายมาก คือเกษตรกรถ่ายรูปใบพืชที่มีอาการผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นจุดด่าง ใบเหลือง ใบไหม้ หรือมีแมลงเกาะ แล้วส่งรูปเข้าแอป
จากนั้นแอปจะใช้ระบบจดจำภาพประมวลผลรูป แล้วบอกกลับมาว่าน่าจะเป็นโรคอะไร แมลงชนิดไหน หรือขาดธาตุอาหารตัวไหน พร้อมทางเลือกในการรักษาทั้งแบบใช้สารเคมีและแบบทางเลือก รวมถึงวิธีป้องกัน พูดง่ายๆ คือเอาความรู้ที่ปกติต้องไปถามผู้เชี่ยวชาญ มาไว้ในมือถือเครื่องเดียว
สิ่งที่ผมชอบคือมันไม่ได้ทำแค่เรื่องโรค แต่ครอบคลุมไปถึงเรื่องธาตุอาหารด้วย เพราะในสวนจริง หลายทีเราสับสนว่าใบเหลืองเพราะโรคหรือเพราะขาดปุ๋ย ถ้าวินิจฉัยผิดก็แก้ผิดทาง เสียทั้งเวลาทั้งเงิน
ตัวเลขที่ทำให้ผมต้องหยุดอ่าน
เว็บไซต์ของ Plantix บอกว่าแอปตอบคำถามเรื่องพืชให้เกษตรกรไปแล้วกว่า 100 ล้านครั้ง และเรียกตัวเองว่าเป็นแอปเกษตรที่มีคนดาวน์โหลดมากที่สุดในโลก ลองคิดดูว่าถ้าเป็นศูนย์เกษตรอำเภอ ต้องใช้เจ้าหน้าที่กี่คนถึงจะตอบคำถามได้ขนาดนี้
ส่วนข้อมูลจาก FAO ปี 2017 บอกว่าตอนนั้นแอปตรวจโรคและแมลงได้กว่า 120 ชนิด ใน 30 พืช และคลังข้อมูลโตขึ้นเรื่อยๆ จากรูปที่เกษตรกรส่งเข้ามา ตัวเลขนี้เก่าแล้ว ตอนนี้น่าจะมากกว่านั้น แต่ผมยังไม่เจอแหล่งที่ยืนยันตัวเลขล่าสุดได้
หลายคนเวลาเจอใบพืชอาการแปลกๆ ก็ต้องถ่ายรูปส่งไปถามคนรู้จัก บางทีรอเป็นวันกว่าจะได้คำตอบ เครื่องมือที่ตอบได้ทันทีแบบนี้ช่วยตัดเวลารอไปได้เยอะ
จุดที่ทำให้ผมหยุดคิด — ทำไมของแบบนี้ถึงฟรี
ตรงนี้แหละที่ผมนั่งคิดอยู่นาน แอปที่ให้เกษตรกรใช้ฟรีขนาดนี้ต้องมีรายได้จากทางอื่น พอไปดูหน้าบริษัท เขาบอกว่าทำงานช่วยทั้งเกษตรกรรายย่อยและร้านขายปัจจัยการผลิต มีตลาดสินค้า และขายบริการข้อมูลให้ธุรกิจด้วย
ผมไม่ได้บอกว่าแบบนี้ผิด แต่เวลาใช้ก็ควรรู้ไว้ว่าคำแนะนำเรื่องยาหรือปุ๋ยในแอปอาจเชื่อมกับการขายสินค้า สิ่งที่ผมได้ข้อคิดคือ ทุกวันนี้เครื่องมือที่มีค่าในการทำเกษตร ไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป เมื่อก่อนความรู้แบบนี้ต้องจ่ายค่าที่ปรึกษา ต้องรอผู้เชี่ยวชาญมาดูถึงที่ วันนี้มันอยู่ในมือถือที่หลายคนมีอยู่แล้ว
กับดักที่เจอบ่อยคือเจอต้นไม้มีอาการแปลกๆ แล้วเดาเอาเองว่าเป็นโรคอะไร ซื้อยามาฉีดผิด อาการไม่ดีขึ้น เสียทั้งเงินทั้งเวลา การมีเครื่องมือช่วยเช็คก่อน อย่างน้อยก็ลดโอกาสซื้อยาผิดตัว
ถ้าเป็นบ้านเรา จะเอาไปใช้ยังไง
คนอ่านที่นี่ส่วนใหญ่คือเจ้าของสวนเล็กๆ หรือกำลังจะเริ่มทำเกษตรเป็นธุรกิจจริงจัง จุดที่ผมมองว่าน่าลองที่สุดคือ เรื่องนี้ไม่ต้องใช้เงินทุนเลย ไม่ต้องรวมกลุ่ม ไม่ต้องรอหน่วยงานไหนมาสนับสนุน แค่มีมือถือที่มีอยู่แล้วก็ลองโหลดมาดูได้เลย
สำหรับสวนขนาดเล็กในบ้านเรา ที่ไม่มีเจ้าหน้าที่เกษตรประจำ ไม่มีนักวิชาการมาตรวจแปลงให้ทุกสัปดาห์ เครื่องมือแบบนี้อาจช่วยตัดขั้นตอนการเดาสุ่มออกไปได้บ้าง อย่างน้อยก็ช่วยให้เรามีข้อมูลตั้งต้นก่อนตัดสินใจซื้อยาหรือปุ๋ย แทนที่จะเดาเอาเองแล้วซื้อผิดตัว
แต่สิ่งที่ผมอยากเตือนตัวเองและคนอ่านด้วยคือ ข้อมูลที่ผมมีไม่ได้ระบุชัดว่าแอปครอบคลุมพืชเศรษฐกิจของบ้านเราอย่างยางพารา ปาล์ม หรือทุเรียนมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นถ้าจะลองใช้ ผมแนะนำให้มองเป็นเครื่องมือช่วยตั้งต้นความคิด ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะกับพืชที่มูลค่าสูง ถ้าอาการรุนแรงก็ควรปรึกษาคนที่มีประสบการณ์จริงในพื้นที่ควบคู่ไปด้วย
ช่องว่างที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องเงินอีกต่อไป
เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงภาพรวมของเกษตรทั่วโลกที่ผมอ่านมาตลอด หลายเคสที่เคยเล่าให้ฟังเป็นเรื่องใหญ่ ต้องใช้ทุนเยอะ ต้องรวมกลุ่มเกษตรกร ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผล แต่เรื่อง Plantix นี้ต่างออกไป มันไม่ต้องใช้อะไรเลยนอกจากมือถือที่อยู่ในกระเป๋าเราอยู่แล้ว
สิ่งที่ผมอยากฝากไว้จริงๆ คือช่องว่างระหว่างคนที่ไปได้ดีกับคนที่ย่ำอยู่กับที่ ทุกวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครมีของแพงกว่าใครอย่างเดียวแล้ว เพราะความรู้หลายอย่างที่เคยต้องจ่ายแพง อย่างความรู้เรื่องโรคพืช วันนี้หาได้ฟรีหรือถูกลงมาก
ช่องว่างจริงๆ จึงอยู่ที่ว่าใครหยิบเครื่องมือพวกนี้มาใช้จริง ตอนเริ่มอาจรู้สึกยุ่งยาก เสียเวลากว่าทำแบบเดิมที่คุ้นเคย แต่ถ้าลองใช้จริงจังสักพัก อาจเห็นว่ามันประหยัดเวลาไปได้เยอะกว่าที่คิด
ตัวเลขของเคสนี้
| ผู้พัฒนา | PEAT · ปัจจุบันมีสำนักงานที่เยอรมนีและอินเดีย |
| คำถามที่ตอบไปแล้ว (บริษัทระบุ) | กว่า 100 ล้านครั้ง |
| ค่าใช้จ่ายสำหรับเกษตรกร | ฟรี |
| โรคและแมลงที่ตรวจได้ (FAO ปี 2017) | กว่า 120 ชนิด ใน 30 พืช |
| วิธีทำงาน | ถ่ายรูปใบพืช → ระบบจดจำภาพวินิจฉัย → แนะนำวิธีแก้และป้องกัน |
| รายได้ของบริษัท (ตามหน้าบริษัท) | ทำงานกับร้านขายปัจจัยการผลิต มีตลาดสินค้า และบริการข้อมูลให้ธุรกิจ |
คำถามที่คนถามบ่อย
Plantix มีภาษาไทยให้ใช้ไหม
ข้อมูลที่ผมอ่านไม่ได้ระบุรายชื่อภาษาไว้ ถ้าอยากรู้ว่ามีภาษาไทยหรือเปล่า คงต้องลองโหลดมาเช็คด้วยตัวเองครับ
ใช้ฟรีจริงไหม มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงหรือเปล่า
บริษัทบอกว่าเกษตรกรใช้ฟรี แต่บริษัทมีรายได้จากทางอื่น เช่น ทำงานกับร้านขายปัจจัยการผลิตและมีตลาดสินค้า คำแนะนำเรื่องยาหรือปุ๋ยในแอปจึงอาจเชื่อมกับการขายสินค้า ควรเช็คเงื่อนไขเองตอนโหลดมาใช้
ผลวินิจฉัยของแอปเชื่อได้แค่ไหน
ผมยังไม่เจอตัวเลขความแม่นยำจากแหล่งที่ตรวจสอบได้ เลยมองว่าเป็นเครื่องมือช่วยตั้งต้นความคิด ถ้าอาการรุนแรงหรือพืชมีมูลค่าสูง ควรปรึกษาคนที่มีประสบการณ์จริงร่วมด้วย
ใช้กับพืชไทยอย่างยางพารา ปาล์ม ทุเรียนได้ไหม
ข้อมูลของ FAO ปี 2017 บอกว่าตอนนั้นครอบคลุม 30 พืช แต่ไม่ได้ระบุรายชื่อ ผมเลยไม่กล้าฟันธงว่าครอบคลุมพืชเศรษฐกิจไทยแค่ไหน คงต้องลองใช้ดูจริงแล้วเทียบกับความรู้ที่เรามีอยู่แล้ว
ผมอ่านมาจากไหน
อ่านต่อในเว็บ
- พืชเครียดเป็นยังไง ดูอาการก่อนป่วย วิธีสร้างภูมิคุ้มกัน
- ดินไม่ดีปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น เช็คดินก่อนโทษต้นไม้หรือปุ๋ย
ครั้งล่าสุดที่ใบพืชในสวนคุณมีอาการแปลกๆ คุณถามใครก่อน
เล่าให้ฟังในคอมเมนต์ได้เลยครับ ผมอ่านทุกอัน
เกษตรที่อยู่รอด ไม่ได้ชนะเพราะปลูกเก่งกว่า — แต่ชนะเพราะคิดเป็นธุรกิจ
ผมเก็บเคสเกษตรทำเงินจากทั่วโลกมาเล่าวันละเรื่อง ตามอ่านได้ที่เพจ เกษตรหัวใจธุรกิจ ส่วนแปลงที่ผมลงมือทำเองอยู่ ดูได้ที่ ช่องสาระรีฟ ครับ

