fbpx
วันพุธ, สิงหาคม 17, 2022
หน้าแรกGeneralDiaryการพัฒนาตัวเอง ให้เก่งขึ้นทุกวัน มันดีแค่ใหน

การพัฒนาตัวเอง ให้เก่งขึ้นทุกวัน มันดีแค่ใหน

การพัฒนาตัวเอง เป็นส่วนหนึ่งของคนที่ต้องการประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนฝัน ถามว่าหากไม่พัฒนาตัวเอง เราจะไม่สำเร็จหรือเปล่า? จริงๆ แล้วก็สำเร็จได้เช่นเดียวกัน แต่จะยิ่งมีโอกาสสำเร็จมากยิ่งขึ้น หากเราไม่ยืนอยู่กับที่

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ สาระรีฟอยากเอามาแบ่งปันกันว่า การพัฒนาตนเอง วันละนิด เชื่อไหมว่า สิ่งเหล่านั้นจะช่วยทำให้เราเปลี่ยนตัวเราเอง จากหน้ามือ เป็นหลังมือ แบบที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน อย่างที่เราได้เห็นเรื่องราวต่างๆ ของคนที่ประสบความสำเร็จ ล้วนมาจาก การพัฒนาตัวเอง ในแต่ละด้านวันละนิด วันละหน่อย สุดท้ายสิ่งที่เปลี่ยนไป สะสมมากขึ้น จนกลายเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ อย่างที่เราได้เห็นกัน

เรื่องเล่าจากหนังสือ The Daffodil Principle

การพัฒนาตัวเอง-ให้เก่งขึ้นทุกวัน-มันดีแค่ใหน-เรื่องเล่า-Daffodil---สาระรีฟ-การตลาดบ้านๆ

กฏแห่งการพัฒนาตัวเอง ที่มีการพูดถึงในเรื่องเล่าในหนังสือ ที่ชื่อว่า The Daffodil Principle (หลักการของดอกไม้ Daffodil) ถูกเขียนโดย Jaroldeen Asplund Edwards โดยมีเนื้อหาประมาณนี้

ลูกสาวของเขา Carolyn โทรมาหาเขาแล้วบอกว่า “แม่ แม่ต้องกลับบ้าน มาดูดอก Daffodil บานนะ ก่อนที่มันจะร่วงไป” แต่เนื่องจากการที่จะไปดูสวนดอกไม้ Daffodil นั้น ต้องใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงเลย เพื่อขับจากลากูน่า ไปยังทะเลสาปแอร์โรว์เฮด” แต่เขาก็ตอบคำตอบเดิมทุกครั้งว่า โอเค เราจะไปกันวันอังคารหน้าละกันนะ (ซึ่งนี้เป็นสัญญาว่าจะไปครั้งที่ 3 แล้ว)

พอถึงวันอังคารที่สัญญา วันนั้นดันเป็นวันที่ทั้งหนาว และฝนตก แต่ก็ต้องขับรถไปเพราะสัญญามาหลายรอบแล้วว่าจะไป โดยที่ตัวเองไม่ค่อยอยากจะไปมากนัก พอถึงบ้าน Jaroldeen ก็เดินเข้าไปบ้าน Carolyn พร้อมทั้งหลานๆ ได้วิ่งออกมาต้อนรับ ทั้งกอด ทั้งหอมแก้ม อย่างมีความสุข

ถึงกระนั้น Jaroldeen ก็ได้บอกกับ Carolyn ว่า ลืมเรื่องที่จะไปดูสวนดอกไม้ Daffodil เถอะ วันนี้ถนนมองไม่ค่อยเห็นเลย ขับรถไปลำบาก แค่มาเจอพวกเธอ ฉันก็ดีใจคุ้มแล้วที่มาที่นี้ แต่ถ้าให้ขับรถออกไปอีกนี้ ฉันไม่ค่อยอยากไปเท่าใหร่นัก

ลูกสาวของเขา Carolyn ยิ้ม แล้วกล่าวว่า “แม่คะ จริงๆ พวกเราขับทางนี้มาตลอดเลยเลยนะ ไม่น่ากลัวหรอก” มาเดี๋ยวหนูขับรถให้นะ

แต่ทาง Jaroldeen คาดหวังให้ลูกสาวของเขาขับรถเพื่อไปเก็บในที่โรงรถ แล้วกลับมาบ้านเลย

สักพักลูกสาวของเขา ก็ขับไปเรื่อยๆ จน Jaroldeen ถาม นี้ไม่ใช่ทางไปโรงรถนิ เราจะไปใหนกัน

ลูกสาวก็บอก “เราจะไปโรงรถนี้แหละ แปปเดียวก็ถึงแล้ว” เขาขับรถไปต่ออีกนิด

Jaroldeen พูดกับลูกสาวตัวเองอีกครั้ง “กลับรถเลย เราจะไม่ไปที่นั่น ฉันซีเรียสนะ”

ลูกสาว ก็ตอบกลับ “ไม่เป็นไรค่ะแม่ เราจะไปอีกนิด แม่จะเสียใจ ถ้าแม่พลาดสิ่งนี้”

สักพักผ่านไปประมาณ 20 นาที ลูกสาวเขาก็เลี้ยวเข้าถนนลูกรัง พร้อมเห็นโบสข้างหน้า พร้อมป้ายเขียนว่า “สวนดอก Daffodil” พอถึงเราก็ลงจากรถ ฉันก็จูงหลานๆ ลง พร้อมเดินตาม Carolyn จนถึงที่หมาย ฉันอ้าปากค้าง อึ้งในทิวทัศน์ของสวนดอกไม้ Daffodil ที่อยู่ข้างหน้า มันเหมือนมีคนเอาทองมาเท กองอยู่บนหุบเขา พร้อมสีสันของดอกไม้ ที่ปลูกตามแนวชัน หลากหลายสี

“ใครทำสวนนี้หรอ?” ฉันถามลูกสาว Caloryn

“คนทำสวนนี้ แค่คนเดียว เป็นผู้หญิงด้วยนะ” ลูกสาวเขากล่าวกับแม่ของเขา พร้อมจูงแม่ เดินไปในบ้านหลังหนึ่งใกล้ๆ ที่เดิมเป็นที่อาศัยของคนทำสวนนี้ พร้อมเห็นป้ายเขียนว่า ทั้งหมดในสวนนี้มีดอกไม้รวมกันประมาณ 50,000 ต้น

ทุกต้น มาจากการปลูกด้วยผู้หญิงเพียงคนเดียว สองมือ สองเท้า หนึ่งสมอง และทำมันทีละนิดตั้งแต่ปี 1958 ทำเรื่ยๆ ทีละนิด ตลอดระยะเวลา 40 ปี ซึ่ง Jaroldeen รู้สึกทึ่งในผู้หญิงคนนี้มาก ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยพบเจอกันมาก่อน

เขาได้รู้ว่า อัศจรรย์ ของการทำอะไรบางอย่างต่อเนื่องวันละนิด มันเป็นองค์ประกอบหลัก ที่ผลลัพธ์ที่ได้จะเปลี่ยนโลกได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนทำให้ฉันต้อง พูดกับ ลูกสาว Caloryn ว่า “ฉันอยากทำอะไรแบบนี้บ้าง อยากย้อนไปสัก 30-40 ปีเพื่อที่จะได้มีเวลาทำสิ่งที่ฉันไม่ได้ทำ ถ้าฉันอยากจะทำแบบนี้ ฉันจะเริ่มอย่างไรดี?”

ลูกสาว Caloryn บอกกับฉันว่า “เริ่มทำวันพรุ่งนี้เลยค่ะแม่” นั่นเลยกลายเป็นสิ่งที่ฉันอยากเอามาเล่าให้ทุกคนได้ฟัง ว่าการที่เราทำอะไรเล็กๆ ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ มันจะช่วยให้เราสามารถสร้างสิ่งอัศจรรย์ในชีวิตได้

ผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ มาจากกิจกรรมเล็กๆ ที่ดีขึ้นวันละนิด

จากเรื่องราวที่กล่าวมาข้างบนนั้น ได้กล่าวว่า การพัฒนาตัวเองวันละนิดนั้น ย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในชีวิต จากผลของการกระทำที่เราได้ทำอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน โดยทำให้ในทุกๆ วันดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ไม่ต้องมาก แต่ขอให้ต่อเนื่อง

ท้าวความมาในส่วนของคนที่ประสบความสำเร็จกันต่อดีกว่า ที่เราได้รับทราบมานั้น เรามักจะเห็นแต่ผลลัพธ์ของเขา ว่าเขาทำนี่ แล้วได้สิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น ทรัพย์สิน ชื่อเสียง ผลงาน หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เราคิดว่าสิ่งนั้น เป็นสิ่งที่เราอยากได้เช่นเดียวกัน และคิดว่ามันคือความสำเร็จ หากตัวเองได้รับมัน

แต่รู้หรือไม่ว่า สิ่งสำคัญของการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องนั้น ก็คือ วิธีการ ที่เราจะไปถึงเป้าหมายนั่นเอง ไม่ใช่แค่ว่า เรามองแต่ผลลัพธ์ของคนเหล่านั้นเป็นอย่างเดียว สาระรีฟจะยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น สาระรีฟ เริ่มต้นธุรกิจจากเงิน 24,000 บาท ภายใน 3 ปีจนมีรายได้สูงถึง 8 หลัก ต่อปี … อ่านแล้วรู้สึกว่ามันน่าทึ่งใช่ไหมละ?

แต่บอกเลย การได้มากซึ่งผลลัพธ์เหล่านั้น มันมาจากกระบวนการที่ให้ได้มากซึ่งเป้าหมายที่วางใว้ โดยพัฒนากระบวนการทำงาน กระบวนการเรียนรู้ต่างๆ ตลอดเวลาเป็นตลอดระยะเวลา 3 ปี แต่ก่อน 3 ปีนั้น สาระรีฟ เริ่มธุรกิจที่ไม่เคยสำเร็จเลยมาก่อนแล้ว ถึง 7 ปี รวมๆ ของการลองผิด ลองถูกก็ราว 10 ปีเลย ที่ทำมาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้

สิ่งสำคัญคือ เป้าหมาย และเราได้ทำสิ่งที่สำคัญไปยังเป้าหมายนั้นวันละนิด จะยกตัวอย่างอีกอันก็คือ ถ้าคุณกำลังตกงานอยู่ หากการที่คุณจะได้งาน ก็ลองเหวี่ยงแห สมัครงานวันละ 5 บริษัท ทุกวันสิ และในทุกวัน คุณก็พัฒนาการสมัครงานให้ดีขึ้นสักนิด เชื่อเถอะ คุณจะเห็นผลลัพธ์มากกว่าการที่คุณ ไม่ทำอะไรเลย

การพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น 1% ทุกวัน

การพัฒนาตัวเอง-ให้เก่งขึ้นทุกวัน-มันดีแค่ใหน-ความแตกต่าง---สาระรีฟ-การตลาดบ้านๆ

จากรูปข้างล่างนี้ สาระรีฟ ทำมาให้ทุกท่านได้เห็นว่า การที่เราเก่งขึ้น 1% ในกิจกรรมที่จะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมาย มันมีความน่าอัศจรรย์แค่ใหน สังเกตุว่า ทุกๆ การพัฒนาตัวเองให้ทำงานเก่งขึ้น 1% หากมาคิดใน 1 ปีหรือ 365 วัน ผลลัพธ์จากการทำวันละนิดทำให้เรา พัฒนาตัวเองได้ถึง 38 เท่า

แต่หากมองในมุมกลับกันละ ทุกๆ วันที่เราไม่ได้พัฒนาตัวเองอะไรเลย แถมเราอาจจะเก่งน้อยลง (การที่เราไม่ทำ มันทำให้เราลืมในเรื่องสำคัญ จนทำมันไม่เป็น) ซึ่งในที่นี้สาระรีฟ จะยกตัวอย่างแค่ เราเก่งน้อยลง 1% ทุกวัน ทั้งปีผ่านไป เราจะเก่งน้อยลง 3% นั่นเอง

การนำไปใช้หลักการ The Daffodil Principle

การนำหลักการนี้ไปใช้ สาระรีฟจะบอกอย่างหนึ่งว่า มันไม่ควรจะไปใช้ในกิจกรรมที่ไม่ส่งผลกับเป้าหมายที่เราอยากให้เป็น ไม่งั้นเราเก่งขึ้นทุกวันก็จริง แต่เรื่องที่ทำมันไม่ได้ส่งผลไปยังเป้าในอนาคต ก็จะเหมือนเราทำงานไม่ถูกงาน ที่มันควรจะทำ

กระบวนการที่จะต้องนำไปใช้ในการพัฒนาตัวเองนั้น แยกออกเป็น 2 ส่วนก็คือ

  • การพัฒนาตัวเองในเชิงคุณภาพ (Qualitative Improvement)
  • การพัฒนาตัวเองในเชิงปริมาณ (Quantitative Improvement)

หากจะยกตัวเองให้เห็นภาพก็คือ สมมติว่า เราอยากจะมีเงินเก็บให้ได้สัก 30% ของรายได้ หากมองในมุมของ การพัฒนาในเชิงคุณภาพ ก็คือ เราจะใช้จ่ายอย่างไร ให้คุ้มค่าที่สุด ประหยัดที่สุด แต่ก็ไม่ทำให้ชีวิตลำบากขึ้น และหากมามองในเชิงของ การพัฒนาตัวเองในเชิงปริมาณ ก็คือ สมมติเราได้เงินเดือน 20,000 บาท ตอนทำเดือนแรกได้เงินปุ้บ เราเก็บเลย 500 บาท (2.5%) พอเดือนถัดไปก็เพิ่มสัก 3.5% ก็คือ 700 บาท ทำแบบนี้เรื่อยๆ เราจะเริ่มเห็นว่า นิสัยของการใช้เงินของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเลย ทั้งเรื่องของการซื้อของ และเรื่องของการตั้งใจหารายได้ให้มากขึ้น

อีกตัวอย่างที่อยากให้เห็นสำหรับ คนทำธุรกิจ เราก็ลองมาตั้งเป้าก่อนว่า เราอยากได้อะไรละ? สมมติยอดขายเดือนละ 200,000 บาท เราก็ลองมาดูกันว่า การพัฒนาในเชิงคุณภาพ ก็คือ ค่าใช้จ่ายของกิจการมีประสิทธิภาพมากแค่ใหน เช่น การตลาดแบบปริ้นท์โบรชัวร์ใช้งบ 10,000 บาท ได้ยอดขายกลับมา 20,000 บาท กับการลองยิ่งโฆษณา Facebook 10,000 บาท ได้ยอดขายกลับมา 30,000 บาท สมมติเรามีงบทำโฆษณาแค่ 10,000 บาท เราต้องแบ่งสัดส่วนการทำการตลาดไปยังช่องทางที่มีประสิทธิภาพเยอะหน่อย ไม่ใช่ทำช่องทางละครึ่ง คราวนี้มาดูในเรื่องของ การพัฒนาในเชิงปริมาณ ก็คือ เรามีลูกค้าใหม่เพิ่มมากขึ้นแค่ใหน ลูกค้าเก่ากลับมาซื้อมากน้อยแค่ใหน แต่ละคนซื้อครั้งละเท่าใหร่ หากเราใช้การคิดเชิงแบบนี้ เป้า 200,000 บาทก็ไม่ใกลเกินเอื้อม

สำหรับเรื่องที่สาระรีฟ อยากให้อ่านกันเพิ่มเติม เผื่อมีประโยชน์กับทุกท่านต่อยอดงาน ตามอ่านข้างล่างนี้ได้เลยครับ

สุดท้ายแล้ว หากใครอยากถาม หรือพูดคุย Add Line (คลิ๊ก) หรือ ทัก Chat Facebook (คลิ๊ก) แล้วแต่สะดวกได้เลย มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ครับ หวังว่าเนื้อหานี้คงจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ

สำหรับใครที่สงสัยว่า สาระรีฟ คืออะไรสามารถอ่านได้ ที่นี่เลยครับ สาระรีฟ.com ส่วนนี้จะอธิบายว่าบทความต่าง ๆ ที่จะมาแชร์กันมีเรื่องอะไรกันบ้าง หวังว่าจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ

Sharif Densumite
Sharif Densumitehttp://www.sararif.com
Chief Executive Officer - Has Order Co, Ltd.
RELATED ARTICLES
- Advertisment -

Most Popular

Recent Comments