ที่อินเดีย คนขับโดรนพ่นยาคนหนึ่งทำเงินได้ 8-18 แสนรูปีต่อปี โดยไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองสักไร่เดียว เขาขายแค่ “บริการ” ให้คนที่มีที่ดินอยู่แล้ว นี่คือเรื่องที่ผมอ่านแล้วอยากให้คนที่บอกว่า “อยากทำเกษตรแต่ไม่มีที่ดิน” ได้อ่านครับ
โมเดลที่ไม่ต้องมีที่ดินสักตารางวา
เรื่องที่ผมอ่านเจอมาจากอินเดียนี่มันตรงข้ามกับภาพจำเรื่องทำเกษตรเลยครับ ปกติเราคิดว่าจะทำเกษตรต้องมีที่ดินก่อน ต้องปลูกเอง ต้องดูแลเอง แต่คนกลุ่มนี้ไม่มีที่ดินสักไร่ เขาไม่ได้ปลูกอะไรทั้งนั้น
สิ่งที่เขาทำคือซื้อโดรนพ่นยา แล้ววิ่งรับจ้างพ่นยาให้เกษตรกรที่มีที่ดินอยู่แล้วในพื้นที่ เกษตรกรจ่ายเงินตามจำนวนเอเคอร์ที่พ่น เขาก็ทำงานไป
พูดง่ายๆ คือเขาไม่ได้อยู่ในธุรกิจ “ปลูกพืช” แต่อยู่ในธุรกิจ “บริการให้คนปลูกพืช” ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันเลย แต่ทั้งสองอย่างอยู่ในวงการเกษตรเหมือนกัน
ตัวเลขที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจ
ค่าบริการพ่นยาด้วยโดรนที่อินเดียอยู่ที่ 300-700 รูปีต่อเอเคอร์ครับ ถ้าเป็นงานที่ผ่านกลุ่มแม่บ้านหรือกลุ่มชุมชน (SHG) ที่รับประกันราคาขั้นต่ำไว้ ราคาจะอยู่ที่ 400-600 รูปีต่อเอเคอร์ ถือว่ามีช่วงราคาที่ค่อนข้างแน่นอน ไม่ใช่ราคาสุ่มๆ
คนขับโดรนหนึ่งคนวิ่งงานได้วันละ 10-15 เอเคอร์ นั่นแปลว่าในหนึ่งวันเขาไม่ได้พ่นแค่แปลงเดียว แต่วิ่งหลายแปลงต่อวัน ยิ่งวิ่งได้มากยิ่งมีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง
รวมทั้งปีแล้วรายได้ของคนขับโดรนอยู่ที่ 8-18 แสนรูปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างกว้าง เพราะขึ้นอยู่กับว่าเขาวิ่งงานได้สม่ำเสมอแค่ไหน คนที่มีลูกค้าประจำเยอะก็ไปทางฝั่งบนของตัวเลข คนที่งานไม่ต่อเนื่องก็ไปทางฝั่งล่าง
รัฐบาลดันเต็มที่ ตั้งเป้าให้ชัด
ที่น่าสนใจคือรัฐบาลอินเดียไม่ได้ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นเองตามยถากรรม เขาตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าโดรนหนึ่งลำควรวิ่งงานให้ได้ 2,000-2,500 เอเคอร์ต่อปี นี่คือตัวเลขที่ใช้เป็นเกณฑ์วัดว่าโดรนลำนั้นทำงานคุ้มค่าหรือเปล่า
และมีโครงการชื่อ Namo Drone Didi ที่ฝึกผู้หญิงในหมู่บ้านให้เป็นคนขับโดรนโดยเฉพาะ ไม่ใช่ฝึกทุกคนแบบสุ่ม แต่เจาะกลุ่มผู้หญิงเพื่อสร้างอาชีพใหม่ให้คนที่อาจจะไม่เคยมีโอกาสทำงานแบบนี้มาก่อน
สิ่งที่ผมชอบตรงนี้คือรัฐไม่ได้แค่บอกว่า “ซื้อโดรนสิ” แต่วางทั้งราคาขั้นต่ำที่ควรได้ วางเป้าหมายการใช้งานต่อปี แล้วก็สร้างคนที่จะมาขับให้ ครบทั้งระบบ ไม่ใช่ทิ้งให้คนซื้อโดรนไปงมเองว่าจะหาลูกค้ายังไง
จุดที่ทำให้ผมหยุดคิด
จุดที่ผมชอบคือวิธีคิดเรื่องการใช้เครื่องมือครับ เจ้าของที่ดินส่วนใหญ่ไม่อยากซื้อโดรนเป็นของตัวเอง เพราะซื้อมาใช้ปีละไม่กี่ครั้ง ไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายไป แต่คนที่ซื้อโดรนแล้ววิ่งรับจ้างทั้งอำเภอ กลับคุ้มมาก
ของชิ้นเดียวกัน คนละวิธีใช้ กำไรคนละเรื่องเลย โดรนลำเดียวกันเป๊ะ ถ้าเจ้าของที่ดินซื้อไว้ใช้เองปีละครั้งสองครั้ง มันคือของแพงที่จอดเฉยๆ แต่ถ้าคนรับจ้างซื้อไว้วิ่งงานทุกวัน มันคือเครื่องมือทำเงิน
สิ่งที่ต่างกันไม่ใช่ตัวเครื่อง แต่เป็นวิธีที่เอาไปใช้ครับ นี่คือบทเรียนที่ผมว่าสำคัญมากกว่าเรื่องโดรนเสียอีก เพราะมันใช้ได้กับเครื่องมือเกษตรแทบทุกชนิด ไม่ใช่แค่โดรน
ถ้าเป็นบ้านเราจะเอาไปใช้ยังไง
บ้านเราก็เหมือนกันครับ เครื่องมือเกษตรหลายอย่างซื้อมาแล้วจอดอยู่ใต้ถุนบ้าน 11 เดือนต่อปี ใช้จริงแค่ช่วงเก็บเกี่ยวหรือช่วงเตรียมดิน นั่นคือเงินที่นอนอยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำงานอะไรให้เรา
ถ้ามองอีกมุม ของที่จอดอยู่ในโรงเรือนของเรามันเป็นธุรกิจรับจ้างได้ทั้งนั้น ตั้งแต่เครื่องตัดหญ้า เครื่องสีข้าว รถไถ ไปจนถึงห้องเย็น สิ่งที่เจ้าของสวนเล็กๆ หลายคนที่บ้านเรามีอยู่แล้วแต่ไม่ได้มองว่ามันเป็นช่องทางรายได้เพิ่ม
ไม่ต้องรอมีที่ดินก่อนถึงจะเริ่มครับ เริ่มจากขายบริการให้คนที่มีที่ดินก่อนก็ได้ คนที่ไม่มีที่ดินแต่มีเครื่องมือหรือความรู้ในการใช้เครื่องมือ ก็เข้าวงการเกษตรได้เหมือนกัน ไม่ต่างจากคนขับโดรนที่อินเดีย
สิ่งที่ต้องคิดต่างจากอินเดียคือ บ้านเราไม่มีตัวเลขราคาบริการหรือเป้าหมายจำนวนไร่ต่อปีแบบที่รัฐบาลอินเดียวางไว้ให้ ดังนั้นถ้าใครจะเริ่มทำจริง ต้องไปคุยกับเกษตรกรในพื้นที่ตัวเองก่อนว่าเขายินดีจ่ายราคาไหน แล้วดูว่ามีลูกค้าพอให้วิ่งงานสม่ำเสมอหรือเปล่า
แต่ก็มีจุดที่ต้องคิดให้รอบคอบก่อนเริ่ม
สิ่งที่ผมสังเกตจากตัวเลขคือ รัฐบาลอินเดียตั้งเป้าให้โดรนหนึ่งลำวิ่งงานให้ได้ 2,000-2,500 เอเคอร์ต่อปี ถ้าคนขับวิ่งได้วันละ 10-15 เอเคอร์ นั่นแปลว่าต้องมีงานทำต่อเนื่องเกือบทุกวันตลอดทั้งปี ไม่ใช่รอลูกค้ามาเป็นครั้งคราว
นี่คือจุดที่คนอยากเริ่มธุรกิจแบบนี้ต้องคิดให้ดี เพราะถ้าซื้อเครื่องมือมาแล้วแต่หาลูกค้าไม่พอ วันว่างก็คือเงินที่หายไปเฉยๆ เหมือนเครื่องมือที่จอดใต้ถุนบ้านนั่นแหละ แค่เปลี่ยนที่จอดจากบ้านตัวเองไปเป็นโรงเก็บของคนอื่น
ผมเองก็เคยพลาดเรื่องแบบนี้มาก่อน ซื้อเครื่องมือมาเพราะเห็นว่ามันน่าจะทำเงินได้ แต่ไม่ได้เช็คก่อนว่าลูกค้าในพื้นที่มีพอไหม สุดท้ายเครื่องก็ได้ใช้ไม่กี่ครั้ง เรื่องนี้เลยเตือนใจผมพอสมควรว่าต้องหาลูกค้าให้ชัดก่อน แล้วค่อยลงทุนซื้อเครื่อง ไม่ใช่ซื้อเครื่องก่อนแล้วค่อยไปหาลูกค้า
ตัวเลขของเคสนี้
| ค่าบริการพ่นยาด้วยโดรน | 300-700 รูปี/เอเคอร์ |
| ราคาขั้นต่ำที่ SHG รับประกัน | 400-600 รูปี/เอเคอร์ |
| ปริมาณงานต่อวันของคนขับ 1 คน | 10-15 เอเคอร์ |
| รายได้คนขับโดรนต่อปี | 8-18 แสนรูปี |
| เป้าหมายการใช้งานโดรน 1 ลำต่อปี | 2,000-2,500 เอเคอร์ |
คำถามที่คนถามบ่อย
ไม่มีที่ดินเลย เริ่มขายบริการแบบนี้ได้จริงหรือ?
ได้ครับ ตัวอย่างจากอินเดียชี้ชัดว่าคนขับโดรนไม่มีที่ดินสักไร่ แต่ทำรายได้จากการรับจ้างพ่นยาให้เจ้าของที่ดิน หัวใจคือขายบริการไม่ใช่ขายผลผลิต
ราคาบริการต่อเอเคอร์ในอินเดียแพงหรือถูก?
อยู่ที่ 300-700 รูปีต่อเอเคอร์ ถือว่ามีช่วงราคาที่แน่นอนพอสมควร และถ้าผ่านกลุ่มชุมชนที่รับประกันราคาขั้นต่ำจะอยู่ที่ 400-600 รูปี ทำให้คนขับพอวางแผนรายได้ล่วงหน้าได้
ทำไมรัฐบาลอินเดียถึงฝึกผู้หญิงขับโดรนโดยเฉพาะ?
โครงการ Namo Drone Didi เจาะกลุ่มผู้หญิงในหมู่บ้านเพื่อสร้างอาชีพใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นการเปิดช่องทางรายได้ให้กลุ่มที่อาจไม่มีโอกาสเข้าถึงงานแบบนี้
โดรน 1 ลำต้องวิ่งงานแค่ไหนถึงจะคุ้ม?
รัฐบาลอินเดียตั้งเป้าไว้ที่ 2,000-2,500 เอเคอร์ต่อปี ถ้าคนขับวิ่งวันละ 10-15 เอเคอร์ ต้องมีงานทำต่อเนื่องเกือบทุกวันตลอดปีถึงจะถึงเป้านี้ ไม่ใช่รอลูกค้ามาเป็นครั้งคราว
ผมอ่านมาจากไหน
อ่านต่อในเว็บ
เครื่องมือที่จอดอยู่เฉยๆ ในโรงเรือนบ้านคุณตอนนี้ มีกี่ชิ้น?
เล่าให้ฟังในคอมเมนต์ได้เลยครับ ผมอ่านทุกอัน
เกษตรที่อยู่รอด ไม่ได้ชนะเพราะปลูกเก่งกว่า — แต่ชนะเพราะคิดเป็นธุรกิจ
ผมเก็บเคสเกษตรทำเงินจากทั่วโลกมาเล่าวันละเรื่อง ตามอ่านได้ที่เพจ เกษตรหัวใจธุรกิจ ส่วนแปลงที่ผมลงมือทำเองอยู่ ดูได้ที่ ช่องสาระรีฟ ครับ

