ปี 2025 ปีเดียว มีบริษัทฟาร์มในร่มยื่นล้มละลายไป 14 เจ้า และเจ้าที่ช็อกที่สุดคือ Plenty บริษัทที่ระดมทุนไปเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ ก็ยังต้องยื่นล้มละลายเมื่อเดือนมีนาคม 2025 ผมอ่านเจอเรื่องนี้แล้วนั่งคิดอยู่นาน เพราะบทเรียนที่ได้ไม่ได้เกี่ยวกับเทคโนโลยีปลูกพืชเลยสักนิด แต่เกี่ยวกับวิธีคิดทำธุรกิจล้วนๆ
ปีที่วงการฟาร์มในร่มร่วงยกแผง
ผมตามอ่านข่าวเกษตรต่างประเทศมาเรื่อยๆ แล้วมีตัวเลขหนึ่งที่ผมต้องหยุดอ่านซ้ำสองรอบ คือปี 2025 ปีเดียว มีบริษัทฟาร์มในร่ม (ทั้งฟาร์มแนวตั้งและโรงเรือนควบคุมสภาพแวดล้อม) ยื่นล้มละลายไปถึง 14 เจ้า หลายเจ้าเคยถูกยกให้เป็นอนาคตของวงการเกษตร
ก่อนหน้านั้นก็มีชื่อดังอย่าง AeroFarms, Kalera และ AppHarvest ที่ยื่นล้มละลายไปแล้วในช่วงสองปีก่อนหน้า ส่วน Bowery ที่เคยมีมูลค่า 2,300 ล้านดอลลาร์ ก็หยุดกิจการไปตั้งแต่ปลายปี 2024
สิ่งที่ทำให้ผมสนใจไม่ใช่ตัวเลขการล้มเยอะแค่ไหน แต่คือคำถามที่ตามมาว่า ทำไมบริษัทที่มีเทคโนโลยีล้ำ มีเงินทุนหนา ถึงพังพร้อมกันขนาดนี้ในปีเดียว
Plenty ระดมทุนเกือบพันล้านดอลลาร์ แล้วจบยังไง
เคสที่หนักที่สุดในกลุ่มนี้คือ Plenty ครับ บริษัทนี้ระดมทุนไปเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ ผู้ลงทุนมีทั้ง SoftBank, Walmart และเจฟฟ์ เบโซส ซึ่งไม่ใช่นักลงทุนมือใหม่เลย แต่ก็ยังพลาดกับเคสนี้ มูลค่าบริษัทที่เคยสูงถึง 1,900 ล้านดอลลาร์ ร่วงลงเหลือไม่ถึง 15 ล้านดอลลาร์
สุดท้าย Plenty ยื่นล้มละลายไปเมื่อเดือนมีนาคม 2025 ทั้งที่มีเงินทุนเกือบพันล้านดอลลาร์หนุนหลัง เรื่องนี้มันสะท้อนอะไรบางอย่างที่ผมคิดว่าสำคัญมาก คือเงินทุนก้อนใหญ่ไม่ได้แปลว่าธุรกิจจะรอด ถ้าโครงสร้างข้างในมันผิดตั้งแต่ต้น
ผมอ่านบทวิเคราะห์หลายเจ้าที่พูดถึงคลื่นการล้มครั้งนี้ ของ Plenty เอง บทวิเคราะห์ชี้ไปที่ค่าไฟในแคลิฟอร์เนียที่แพงขึ้น ส่วนภาพรวมของทั้งวงการ มีรูปแบบบางอย่างที่เจอซ้ำๆ และส่วนใหญ่เป็นเรื่องวิธีคิดธุรกิจ มากกว่าเรื่องปลูกพืชไม่ขึ้น
สามรูปแบบที่เจอซ้ำในเจ้าที่ล้ม
สาเหตุแรกคือการเอาไฟฟ้าไปแทนแสงแดดที่เคยได้ฟรี ฟาร์มแนวตั้งต้องใช้ไฟส่องแสงแทนแดด ต้องคุมอุณหภูมิ ความชื้น ทุกอย่างด้วยระบบไฟฟ้า ต้นทุนตรงนี้มันไม่มีทางลงเลย ในขณะที่ราคาขายผักก็ขึ้นได้จำกัด เพราะคนซื้อไม่ยอมจ่ายแพงกว่าผักปลูกกลางแจ้งมากนัก
สาเหตุที่สองคือสร้างโรงงานใหญ่เกินไปทั้งที่ยังไม่เคยพิสูจน์ว่ากำไรต่อหน่วยผ่านตอนทำสเกลเล็ก พูดง่ายๆ คือยังไม่รู้เลยว่าทำสิบล้านแล้วกำไรจริงไหม แต่ไปกู้มาสร้างโรงร้อยล้านก่อน พอขยายใหญ่ ปัญหาที่ยังไม่ได้แก้ในสเกลเล็กก็ขยายตามไปด้วย กลายเป็นขาดทุนที่ใหญ่ขึ้นตามขนาดโรงงาน
สาเหตุที่สามคือข้อที่ผมว่าเจ็บที่สุด นั่นคือสร้างโรงงานก่อนที่จะมีสัญญารับซื้อ หมายความว่าลงทุนสร้างของก่อน แล้วค่อยไปหาคนซื้อทีหลัง ซึ่งมันกลับหัวกลับหางกับธุรกิจที่ควรจะเป็น เพราะปกติเราควรรู้ก่อนว่าใครจะซื้อเราแน่ๆ แล้วค่อยลงทุนสร้างของให้พอกับที่เขาต้องการ
จุดที่ทำให้ผมหยุดคิด — สัญญารับซื้อไม่ใช่ของแถม
มีบทวิเคราะห์หนึ่งที่แนะนำไว้ชัดเลยครับ ว่าก่อนลงเงินสร้าง ควรมีสัญญารับซื้อให้ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของผลผลิตที่คาดไว้ ผมอ่านแล้วรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าเบาๆ เพราะมันฟังดูง่ายมาก แต่คนที่พลาดกลับเป็นบริษัทที่ระดมทุนกันเป็นร้อยเป็นพันล้านดอลลาร์
หลักการที่ทำให้พลาดคือเชื่อว่าของดีต้องขายได้ โดยไม่ไปถามคนซื้อจริงก่อนลงทุน ซึ่งเป็นกับดักที่เกิดได้ทุกสเกล ตั้งแต่บริษัทพันล้านไปจนถึงร้านเล็กๆ ที่สั่งของเข้าสต๊อกเยอะเกินไป
ถ้าเป็นสวนเล็กๆ บ้านเรา บทเรียนนี้เอาไปใช้ยังไง
คนอ่านหลายคนอาจคิดว่าเรื่องนี้ไกลตัวมาก เพราะเราไม่ได้ระดมทุนพันล้านดอลลาร์ ไม่ได้สร้างโรงงานปลูกผักในตึกกลางเมือง แต่ผมว่าหลักการมันใช้ได้กับทุกสเกล ไม่ว่าจะเป็นคนที่กำลังคิดจะสร้างโรงเรือนเพิ่ม ซื้อเครื่องจักรตัวใหม่ หรือขยายแปลงปลูกให้ใหญ่ขึ้น
เกษตรกรไทยส่วนใหญ่เงินทุนมีจำกัด การกู้มาสร้างโรงเรือนหลังใหญ่ หรือซื้อเครื่องจักรราคาแพง มันคือการทุ่มเงินก้อนที่กว่าจะหามาได้ก็ใช้เวลานาน ถ้าสร้างก่อนแล้วค่อยหาคนซื้อทีหลัง ความเสี่ยงมันหนักกว่าบริษัทใหญ่ด้วยซ้ำ เพราะเราไม่มีเงินสำรองมากพอจะรอให้ตลาดตามทัน
เวลาคิดจะขยับขยาย เรามักถามคำถามผิดจุด ถามว่าปลูกอะไรดี เครื่องอะไรดี โรงเรือนแบบไหนดี แต่ไม่ค่อยมีใครถามว่าที่ปลูกอยู่ตอนนี้ในรอบเล็กๆ มีกำไรจริงหรือยัง และมีคนรับซื้อแน่ๆ กี่เจ้า คำถามสองข้อนี้สำคัญกว่าคำถามเรื่องเทคนิคทั้งหมด
สองคำถามก่อนลงทุนก้อนใหญ่
ถ้าใครกำลังจะลงทุนก้อนใหญ่ในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรือน เครื่องจักร หรือขยายแปลง ผมอยากชวนตอบสองข้อนี้ก่อนตัดสินใจ
ข้อแรก รอบเล็กที่ผ่านมามีกำไรจริงหรือยัง ไม่ใช่แค่ขายได้ แต่หักต้นทุนแล้วเหลือเงินจริงในมือหรือเปล่า ถ้ายังไม่เคยเห็นตัวเลขนี้ชัดๆ การขยายใหญ่ขึ้นก็แค่ทำให้ปัญหาเดิมขยายตาม
ข้อสอง มีคนรับซื้อแน่ๆ กี่เจ้า และเขารับได้เท่าไหร่ ไม่ใช่ความรู้สึกว่าน่าจะขายได้ แต่เป็นคำยืนยันจากคนซื้อจริงว่าพร้อมรับของเท่าไหร่ ราคาเท่าไหร่ ถ้าตอบได้ทั้งสองข้อค่อยลงทุน ถ้าตอบไม่ได้แปลว่ายังเร็วไปครับ ต่อให้มีเงินพร้อมแค่ไหนก็ตาม
ตัวเลขของเคสนี้
| Plenty ระดมทุนรวม | เกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ |
| Plenty ยื่นล้มละลาย | มีนาคม 2025 |
| บริษัทฟาร์มในร่ม (CEA) ยื่นล้มละลายในปี 2025 | 14 บริษัท |
| Bowery หยุดกิจการ | ปลายปี 2024 |
| บริษัทดังที่ล้มละลายก่อนหน้านั้น | AeroFarms, Kalera, AppHarvest |
คำถามที่คนถามบ่อย
ทำไมฟาร์มแนวตั้งที่มีเทคโนโลยีล้ำถึงล้มกันเยอะขนาดนี้
บทวิเคราะห์ที่ผมอ่านชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีปลูกพืช แต่อยู่ที่โครงสร้างต้นทุนและวิธีขยาย ใช้ไฟฟ้าแทนแดดฟรีทำให้ต้นทุนสูง ขยายโรงงานใหญ่ก่อนพิสูจน์ว่ากำไรต่อหน่วยผ่านตอนสเกลเล็ก และหลายเจ้าสร้างก่อนมีสัญญารับซื้อรองรับ
เกษตรกรไทยที่ทำโรงเรือนเล็กๆ ต้องกังวลเรื่องนี้ไหม
ไม่ต้องกังวลในแง่สเกล เพราะเราไม่ได้ทำใหญ่ขนาดนั้น แต่หลักการเดียวกันใช้ได้ คือก่อนขยายโรงเรือนหรือซื้อเครื่องจักรใหม่ ควรมั่นใจก่อนว่ารอบเล็กมีกำไรจริง และมีคนรับซื้อแน่ๆ แล้ว
สัญญารับซื้อล่วงหน้าที่พูดถึงคืออะไร ทำยังไงในบริบทเกษตรไทย
คือการตกลงกับผู้ซื้อล่วงหน้าว่าจะรับซื้อผลผลิตเท่าไหร่ ราคาเท่าไหร่ ก่อนที่เราจะลงทุนขยายการผลิต ในบ้านเราอาจเป็นการคุยกับพ่อค้าคนกลาง โรงงานแปรรูป หรือร้านที่รับซื้อประจำ ให้ได้คำยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรหรืออย่างน้อยเป็นคำพูดที่ชัดเจนก่อนลงทุนก้อนใหญ่
ถ้าอยากขยายแปลงหรือสร้างโรงเรือนใหญ่ขึ้น ควรเริ่มจากตรงไหนก่อน
เริ่มจากตอบสองคำถามในบทความนี้ก่อน คือรอบเล็กที่ทำอยู่มีกำไรจริงหรือยัง และมีคนรับซื้อแน่ๆ กี่เจ้ารับได้เท่าไหร่ ถ้าตอบได้ทั้งสองข้อชัดเจนค่อยขยับขยาย
ผมอ่านมาจากไหน
อ่านต่อในเว็บ
- หมักปุ๋ยคอกกี่วัน ก่อนใส่ต้นไม้ ไม่ให้รากเน่า
- ใบไหม้เกิดจากอะไร ส้มโอ 25 วัน ใบม้วนไหม้ หาสาเหตุจากดิน
ถ้าจะลงทุนก้อนใหญ่ในสวนตอนนี้ คุณตอบได้ไหมว่ามีคนรับซื้อแน่ๆ กี่เจ้า
เล่าให้ฟังในคอมเมนต์ได้เลยครับ ผมอ่านทุกอัน
เกษตรที่อยู่รอด ไม่ได้ชนะเพราะปลูกเก่งกว่า — แต่ชนะเพราะคิดเป็นธุรกิจ
ผมเก็บเคสเกษตรทำเงินจากทั่วโลกมาเล่าวันละเรื่อง ตามอ่านได้ที่เพจ เกษตรหัวใจธุรกิจ ส่วนแปลงที่ผมลงมือทำเองอยู่ ดูได้ที่ ช่องสาระรีฟ ครับ

