4,000 ล้านดอลลาร์ — นั่นคือเป้าส่งออกทุเรียนของเวียดนามในปีนี้ โตขึ้นจากปีที่แล้วที่ทำได้ 3,850 ล้าน เร็วจนน่าตกใจสำหรับประเทศที่เพิ่งได้ส่งทุเรียนสดเข้าจีนอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2022 แต่ตัวเลขที่ผมสะดุดจริงๆ ไม่ใช่ 4,000 ล้านนั้นครับ มันคือ 95% — สัดส่วนรายได้ส่งออกทุเรียนช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ ที่มาจากตลาดเดียวคือจีน
เวียดนามโตเร็วขนาดไหนในเรื่องทุเรียน
ผมไปอ่านเจอข่าวจาก Vietnam News ว่าปีนี้เวียดนามตั้งเป้าส่งออกทุเรียนไว้ที่ประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ ขึ้นจากปีที่แล้วที่ทำได้ 3,850 ล้าน ข่าวเดียวกันบอกว่าพื้นที่ปลูกทั่วประเทศตอนนี้ราว 200,000 เฮกตาร์
ผลผลิตรวมราว 2.08 ล้านตัน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากเวียดนามเพิ่งได้ส่งทุเรียนสดเข้าจีนอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2022 ไม่กี่ปีก่อนเอง
รายได้ต่อพื้นที่ที่ดูน่าตื่นเต้น
ผู้อำนวยการกรมเกษตรจังหวัดเตี่ยนซางบอกว่า ทุเรียนทำรายได้ให้ชาวสวนได้ถึง 1.7 พันล้านดองต่อเฮกตาร์ หรือราว 71,400 ดอลลาร์ ส่วน SCMP ก็เล่าเคสชาวสวนรายหนึ่งที่มีแปลง 12 เฮกตาร์ ทำได้ราว 30,000 ดอลลาร์ต่อเฮกตาร์ ตัวเลขสองก้อนนี้ห่างกันเยอะ แต่ทั้งคู่ก็สูงพอที่จะทำให้คนที่มีที่ดินว่างอยากลองปลูกทุเรียนดูบ้าง
นี่แหละครับคือด้านที่คนชอบเอามาพูดถึงเวลาพูดถึงทุเรียนเวียดนาม รายได้ต่อพื้นที่ที่ดูน่าตื่นเต้น พื้นที่ปลูกที่ขยายแบบก้าวกระโดด แต่ผมว่าเรื่องที่น่าสนใจกว่านั้นซ่อนอยู่ในตัวเลขอีกตัวหนึ่งในข่าวของ Vietnam News
ตัวเลขที่ทำให้ผมหยุดคิด ไม่ใช่รายได้ แต่คือ 95%
8 เดือนแรกของปี 2026 เวียดนามมีรายได้ส่งออกทุเรียนราว 1,950 ล้านดอลลาร์ ในนั้นมาจากจีนอย่างเดียว 1,850 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 95% พูดง่ายๆ คือเงินจากการส่งออกทุเรียนเกือบทั้งหมด มาจากตลาดเดียว
ตอนแรกผมอ่านแล้วก็คิดว่านี่มันเรื่องดีไม่ใช่เหรอ ตลาดใหญ่ ความต้องการสูง ไม่ต้องเสียเวลาแบ่งกำลังไปเปิดตลาดใหม่ให้ยุ่งยาก แต่พอคิดต่ออีกนิด ผมกลับรู้สึกว่านี่คือจุดที่น่ากลัวที่สุดของเรื่องทั้งหมด เพราะเวลาตลาดเดียวมันดี มันคือเครื่องเร่งชั้นยอด แต่ถ้าวันหนึ่งตลาดนั้นเปลี่ยนกติกา หรือปิดด่านแค่เดือนเดียว ผลกระทบก็จะแรงทั้งระบบ เพราะไม่มีตลาดสำรองให้ระบาย
สิ่งที่เวียดนามยังต้องเร่งแก้
ข่าวเดียวกันบอกว่ากระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของเวียดนาม ยังต้องเร่งแก้คอขวดหลายเรื่อง ทั้งระบบตรวจย้อนกลับแหล่งที่มา และรหัสแปลงปลูก เพื่อให้รายได้ส่งออกปีนี้อย่างน้อยเท่ากับปีที่แล้ว
ผมมองว่ายิ่งพึ่งตลาดเดียวมากเท่าไหร่ อำนาจต่อรองก็ยิ่งอยู่ฝั่งผู้ซื้อมากเท่านั้น ถ้าผู้ซื้อเปลี่ยนมาตรฐานหรือเงื่อนไข คนขายก็แทบไม่มีทางเลือก เพราะหาตลาดอื่นมารองรับปริมาณขนาดนี้ในเวลาสั้นๆ ได้ยาก นี่คือราคาที่ต้องจ่ายของการโตเร็วโดยพึ่งลูกค้ารายเดียวเกือบทั้งหมด
ลูกค้ารายเดียวที่ใหญ่เกินไป
เรื่องนี้ใช้ได้กับทุกธุรกิจ ไม่ใช่แค่ทุเรียนครับ ตอนที่มีลูกค้ารายใหญ่รายเดียวกินสัดส่วนยอดขายเกือบทั้งหมด มันมักรู้สึกมั่นคงมาก ออเดอร์เข้าสม่ำเสมอ วางแผนการผลิตง่าย ไม่ต้องวิ่งหาลูกค้าใหม่ให้เหนื่อย
แต่ความรู้สึก ‘อยู่รอดได้’ กับ ‘ควบคุมความเสี่ยงได้’ เป็นคนละเรื่องกัน วันที่ลูกค้ารายนั้นชะลอออเดอร์ลง เราถึงจะรู้ว่าที่ผ่านมาเราไม่ได้มั่นคงจริง แค่โชคดีที่เขายังสั่งอยู่
ถ้าเป็นสวนทุเรียนบ้านเรา จะเอาโจทย์นี้ไปคิดต่อยังไง
สวนทุเรียนในบ้านเราไม่ได้ใหญ่ระดับทั้งประเทศแบบเวียดนาม และผมว่าหลายสวนพึ่งล้งหรือพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อหน้าสวน มากกว่าจะส่งออกเอง บางสวนก็อาจขายผ่านล้งเจ้าเดียวมาหลายปีติดต่อกัน
จุดที่น่าลองทำจริงๆ คือลองนั่งคิดดูว่าล้งหรือคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสวนเรา กินสัดส่วนผลผลิตทั้งหมดกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี ถ้าตัวเลขนั้นสูงมากจนแทบเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนที่เวียดนามพึ่งจีน ก็แปลว่าเรากำลังอยู่ในสถานะเดียวกันในระดับเล็กกว่า คือโตได้เร็วตอนตลาดดี แต่ไม่มีทางหนีตอนตลาดเปลี่ยน
สิ่งนี้ไม่ได้แปลว่าต้องรีบไปหาตลาดใหม่ทันทีหรือเลิกขายให้ล้งเก่า เพราะบางทีนั่นก็เป็นช่องทางที่มั่นคงที่สุดสำหรับสวนขนาดเล็กจริงๆ แต่อย่างน้อยการรู้ตัวเลขนี้ไว้ ก็ทำให้เรารู้ว่ากำลังแบกความเสี่ยงระดับไหนอยู่ แทนที่จะรู้ตัวก็ตอนที่ล้งรายนั้นหยุดรับซื้อไปแล้ว
ตัวเลขของเคสนี้
| เป้าส่งออกทุเรียนเวียดนาม ปี 2026 | ~4,000 ล้านดอลลาร์ |
| ส่งออกทุเรียนปีก่อนหน้า (2025) | 3,850 ล้านดอลลาร์ |
| รายได้ส่งออกจากจีน (8 เดือนแรกปี 2026) | 1,850 จาก 1,950 ล้านดอลลาร์ = 95% |
| รายได้ชาวสวนเตี่ยนซาง (สูงสุด) | ถึง 1.7 พันล้านดอง/เฮกตาร์ (~71,400 ดอลลาร์) |
| พื้นที่ปลูกทุเรียนเวียดนาม | ~200,000 เฮกตาร์ |
| ผลผลิตรวม | ~2.08 ล้านตัน |
| ส่งทุเรียนสดเข้าจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรก | ก.ย. 2022 |
คำถามที่คนถามบ่อย
ทำไมเวียดนามถึงพึ่งตลาดจีนสูงถึง 95%
ข่าวไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ ผมเดาว่าเพราะจีนเป็นตลาดใหญ่และอยู่ใกล้ พอความต้องการสูงและโตเร็ว ผู้ส่งออกก็เทน้ำหนักไปทางเดียวเพราะได้ผลเร็วกว่าการไปบุกตลาดใหม่ที่ยังไม่แน่นอน
ความเสี่ยงจากการพึ่งตลาดเดียวอยู่ตรงไหน
ข่าวที่ผมอ่านบอกว่าทางการเวียดนามยังต้องเร่งแก้เรื่องระบบตรวจย้อนกลับและรหัสแปลงปลูก เพื่อให้ส่งออกได้ตามเป้า ผมมองว่าเมื่อรายได้เกือบทั้งหมดมาจากผู้ซื้อรายเดียว ถ้าผู้ซื้อเปลี่ยนมาตรฐานหรือเงื่อนไข ผลกระทบก็จะแรงทั้งระบบ
เกษตรกรไทยที่พึ่งพ่อค้าคนกลางรายเดียวควรเริ่มทำอะไรก่อน
ข้อมูลในเคสนี้ไม่ได้บอกวิธีแก้ไว้ตรงๆ แต่สิ่งที่พอทำได้ก่อนคือลองนั่งคำนวณดูว่าคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสวนเรากินสัดส่วนผลผลิตกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี เพื่อรู้ตัวว่าตัวเองแบกความเสี่ยงระดับไหนอยู่ ก่อนจะตัดสินใจว่าต้องเปลี่ยนอะไรหรือไม่
รายได้ 71,400 ดอลลาร์ต่อเฮกตาร์ของเวียดนามสูงจริงไหม เทียบกับสวนไทย
ข้อมูลชุดนี้ไม่มีตัวเลขรายได้ต่อไร่ของสวนทุเรียนไทยมาเทียบโดยตรง และ 71,400 ดอลลาร์เป็นตัวเลข “สูงสุด” ที่เจ้าหน้าที่จังหวัดเตี่ยนซางพูดถึง ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย ส่วนเคสที่ SCMP เล่าอยู่ที่ราว 30,000 ดอลลาร์ต่อเฮกตาร์ เอามาเทียบตรงๆ กับสวนเล็กบ้านเรายังไม่ได้
ผมอ่านมาจากไหน
- vietnamnews.vn
- scmp.com
- VietNamNet: เตี่ยนซาง ถึง 1.7 พันล้านดอง/เฮกตาร์
- Nhan Dan: ทุเรียนเวียดนามล็อตแรกเข้าจีนอย่างเป็นทางการ (ก.ย. 2022)
อ่านต่อในเว็บ
ตอนนี้ล้งหรือคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสวนคุณ กินสัดส่วนผลผลิตทั้งปีเกินครึ่งหรือยัง?
เล่าให้ฟังในคอมเมนต์ได้เลยครับ ผมอ่านทุกอัน
เกษตรที่อยู่รอด ไม่ได้ชนะเพราะปลูกเก่งกว่า — แต่ชนะเพราะคิดเป็นธุรกิจ
ผมเก็บเคสเกษตรทำเงินจากทั่วโลกมาเล่าวันละเรื่อง ตามอ่านได้ที่เพจ เกษตรหัวใจธุรกิจ ส่วนแปลงที่ผมลงมือทำเองอยู่ ดูได้ที่ ช่องสาระรีฟ ครับ

