ทักมาคุย
สิงคโปร์เลิกเป้า 30×30 ตั้งเป้าใหม่ บทเรียนคนที่ดินน้อย
เกษตร

สิงคโปร์เลิกเป้า 30×30 ตั้งเป้าใหม่ บทเรียนคนที่ดินน้อย

โดย Sharif Densumite 18 ตุลาคม 2026

สิงคโปร์นำเข้าอาหารกว่า 90% ของที่กินทั้งประเทศ ปี 2019 เคยตั้งเป้าว่าภายในปี 2030 จะผลิตอาหารกินเองให้ได้ 30% ของความต้องการสารอาหาร แต่ปี 2023 ยังทำได้ไม่ถึง 10% และเดือนพฤศจิกายน 2025 รัฐบาลก็เลิกเป้านี้ แล้วตั้งเป้าใหม่ที่แคบลงสำหรับปี 2035 แต่วิธีคิดเรื่องหาพื้นที่ของเขาต่างหากที่ผมว่าน่าคุยกัน

ประเทศที่ไม่มีที่ดินให้เลือกเลย

ผมไปอ่านเจอตัวเลขนี้แล้วต้องอ่านซ้ำสองรอบ สิงคโปร์นำเข้าอาหารกว่า 90% ของที่คนทั้งประเทศกิน พูดง่ายๆ คือแทบทุกอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะอาหาร มาจากต่างประเทศ ไม่ใช่จากดินในประเทศตัวเอง

เหตุผลไม่ใช่เพราะเขาขี้เกียจทำเกษตร แต่เพราะเขาแทบไม่มีที่ดินให้ทำ ที่ดินที่ใช้ทำเกษตรมีแค่ราว 1% ของประเทศ ที่เหลือเป็นเมือง ตึก ถนน ท่าเรือ ไม่เหลือที่ราบให้ทำนาทำไร่แบบบ้านเรา

ลองนึกภาพว่าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่ต้องพึ่งวัตถุดิบนำเข้าเกือบทั้งหมด แล้ววันหนึ่งซัพพลายเออร์ต่างประเทศมีปัญหา ราคาผันผวน หรือส่งของไม่ได้ ธุรกิจแบบนี้เสี่ยงมากแค่ไหน สิงคโปร์เองก็มองเห็นความเสี่ยงนี้ชัดเจน เลยตัดสินใจตั้งเป้าที่ฟังดูบ้าบิ่นสำหรับประเทศที่แทบไม่มีที่ดิน

เป้า 30-by-30 และเป้าใหม่ที่มาแทน

เป้าเดิมที่ตั้งไว้ปี 2019 ชื่อ 30-by-30 ความหมายคือ ภายในปี 2030 ต้องผลิตอาหารในประเทศให้ได้ 30% ของความต้องการสารอาหาร ไม่ใช่ 30% ของปริมาณอาหาร แต่เป็น 30% ของสารอาหารที่คนในประเทศต้องกิน

ปี 2023 สิงคโปร์ยังผลิตได้ไม่ถึง 10% แล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 รัฐบาลก็ประกาศเลิกเป้า 30-by-30 ตั้งเป้าใหม่ภายใต้แผน Singapore Food Story 2 คือภายในปี 2035 ผลิตในประเทศให้ได้ 20% ของผัก ถั่วงอก และเห็ดที่คนในประเทศกิน กับ 30% ของไข่และอาหารทะเล

ตอนอธิบายเป้าใหม่ต่อสภา ฝั่งรัฐบอกว่าต้องชั่งระหว่างความทะเยอทะยานกับความเป็นจริง และพูดถึงต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นด้วย ส่วนเนื้อสัตว์ไม่อยู่ในเป้าใหม่ เพราะใช้ทรัพยากรและที่ดินมาก ผมชอบที่เขากล้าปรับเป้าให้ตรงกับความจริง แทนที่จะปล่อยเป้าเดิมค้างไว้เฉยๆ

วิธีที่เขาทำ — ปลูกทุกที่ที่มีพื้นที่ว่าง

ของที่ทำให้ผมทึ่งไม่ใช่ตัวเลขเป้าหมาย แต่เป็นวิธีที่เขาไปให้ถึง เพราะสิงคโปร์ไม่มีที่ราบให้ขยายพื้นที่เกษตรแบบบ้านเรา เขาเลยหันไปมองพื้นที่ที่คนทั่วไปไม่คิดว่าจะปลูกอะไรได้

ปี 2020 รัฐเปิดดาดฟ้าอาคารจอดรถของการเคหะ 9 แห่งให้ทำฟาร์มผัก หน่วยงานอาหารของสิงคโปร์บอกว่าทั้ง 9 จุดอาจผลิตผักได้ราว 1,600 ตันต่อปี ที่ที่เคยใช้จอดรถเฉยๆ กลายเป็นแปลงผักกลางเมือง

พูดง่ายๆ คือเขาไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการหาที่ดินเพิ่ม เพราะไม่มีให้หา แต่พยายามเอาพื้นที่ที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้คุ้มที่สุดเท่าที่ทำได้

จุดที่ทำให้ผมหยุดคิด

สิ่งที่ผมว่าสำคัญที่สุดในเรื่องนี้ ไม่ใช่ตัวเลขเป้าหมาย แต่เป็นคำถามที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่คนมักถามว่า “จะปลูกอะไรดี” สิงคโปร์ต้องถามว่า “ยังมีที่ตรงไหนที่ปลูกได้อีก”

ฟังดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่จริงๆ มันคือจุดเริ่มต้นที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง คำถามแรกทำให้คุณมองหาพืชที่เหมาะกับที่ดินที่มีอยู่แล้ว คำถามที่สองทำให้คุณมองหาพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ แล้วค่อยคิดว่าจะเอาอะไรไปปลูกตรงนั้น

คนทำเกษตรส่วนใหญ่มักคิดแบบคำถามแรก มองที่ดินที่มีอยู่แล้วพยายามหาว่าจะปลูกอะไรให้คุ้ม คำถามที่สองชวนให้มองมุมที่ยังไม่ได้ใช้ ริมรั้ว พื้นที่ว่างหลังอาคาร จุดที่ปล่อยรกอยู่เฉยๆ คำถามนี้ทำให้เห็นพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้มองข้ามไปเลย

ความจริงที่ต้องพูดด้วย — ยังไปไม่ถึง และไม่ใช่ทางลัด

ผมไม่อยากเล่าเรื่องนี้แบบเชียร์อย่างเดียว เพราะข้อเท็จจริงคือสิงคโปร์ไปไม่ถึงเป้าเดิม ปี 2023 ยังผลิตได้ไม่ถึง 10% ห่างจาก 30% มาก และสุดท้ายรัฐก็เลิกเป้านั้น แล้วตั้งเป้าใหม่ที่แคบลงและยืดเวลาออกไปถึงปี 2035

ตอนประกาศเป้าใหม่ ฝั่งรัฐพูดถึงต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งผมคิดว่าเข้าใจได้ การปลูกในอาคารต้องใช้ไฟส่องแทนแดด ต้องคุมอุณหภูมิความชื้น ค่าใช้จ่ายพวกนี้ไม่ใช่น้อย

ผมเลยไม่บอกว่าปลูกบนดาดฟ้าแล้วจะรวยหรือแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง มันเป็นทางที่มีต้นทุนสูงและความเสี่ยงจริง แต่สิ่งที่ยืมมาใช้ได้แน่ๆ คือวิธีคิดที่มองพื้นที่ว่างเป็นโอกาส ไม่ใช่ตัวระบบหรือเทคโนโลยีที่ต้องก๊อปมาทั้งหมด

ถ้าเป็นบ้านเราจะเอาไปใช้ยังไง

คนไทยส่วนใหญ่ที่ทำเกษตรมีที่ดินมากกว่าคนสิงคโปร์เยอะ แต่เวลาคิดจะทำอะไรเพิ่ม หลายคนก็ยังติดอยู่กับประโยคว่า “ไม่มีที่” ทั้งที่รอบตัวอาจมีพื้นที่ว่างที่ยังไม่ได้ใช้อยู่

ริมรั้วที่ปล่อยรกอยู่ ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ พื้นที่ว่างข้างโรงเรือนที่กองของทิ้งไว้ หรือแม้แต่ดาดฟ้าบ้านสองชั้นที่ไม่เคยขึ้นไปใช้เลย พื้นที่พวกนี้ไม่ต้องซื้อเพิ่ม ไม่ต้องเช่าเพิ่ม แค่เปลี่ยนมุมมองว่ามันใช้ปลูกอะไรได้บ้าง

สำหรับคนที่ที่ดินจำกัดจริงๆ อย่างคนในเมืองหรือคนที่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง การมองหาที่เช่านอกเมืองราคาถูกก็เป็นทางหนึ่งที่ทำได้ ไม่จำเป็นต้องไปถึงขั้นลงทุนระบบปลูกในอาคารแบบสิงคโปร์ แต่หลักคิดเรื่องมองหาพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ก่อนที่จะบอกว่าไม่มีที่ อันนี้ใช้ได้เลยไม่ว่าจะมีที่ดินขนาดไหน

สิ่งที่ผมอยากชวนคิดคือ ก่อนจะไปหาซื้อที่ดินเพิ่มหรือเช่าที่ใหม่ ลองเดินสำรวจรอบที่ที่มีอยู่แล้วก่อนสักรอบ บางทีคำตอบที่หาอยู่ มันอยู่ตรงมุมที่มองข้ามไปเฉยๆ

ตัวเลขของเคสนี้

นำเข้าอาหารกว่า 90% ของที่กินทั้งประเทศ
เป้าเดิม 30-by-30 (ตั้งปี 2019)ผลิตเอง 30% ของความต้องการสารอาหาร ภายในปี 2030
ผลิตได้จริง (ปี 2023)ไม่ถึง 10%
เป้าใหม่ (ประกาศ พ.ย. 2025)ภายในปี 2035: ผัก 20% · ไข่และอาหารทะเล 30%
ฟาร์มบนดาดฟ้าที่จอดรถ (ปี 2020)9 จุด คาดผลิตผักได้ราว 1,600 ตัน/ปี

คำถามที่คนถามบ่อย

ปลูกในอาคารแบบสิงคโปร์ลงทุนสูงไหม เหมาะกับคนทั่วไปหรือเปล่า

ต้นทุนสูงครับ ตอนปรับเป้าใหม่ รัฐสิงคโปร์เองก็พูดถึงต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ถ้าเป็นบ้านเราที่มีแดดฟรีและที่ดินมากกว่า ไม่จำเป็นต้องไปถึงขั้นระบบปลูกในอาคารเต็มรูปแบบก็ได้

สิงคโปร์ทำสำเร็จตามเป้า 30-by-30 หรือยัง

ไม่สำเร็จครับ ปี 2023 ยังผลิตได้ไม่ถึง 10% และเดือนพฤศจิกายน 2025 รัฐบาลเลิกเป้า 30-by-30 แล้วตั้งเป้าใหม่ ภายในปี 2035 ผลิตผักเอง 20% และไข่กับอาหารทะเล 30%

แนวคิดนี้เอามาใช้กับสวนเล็กๆ ในไทยได้จริงไหม

เอามาใช้ได้ในแง่วิธีคิด ไม่ใช่ตัวระบบ คือการมองหาพื้นที่ว่างที่มีอยู่แล้วรอบตัว เช่น ริมรั้ว ดาดฟ้า พื้นที่ข้างโรงเรือน ก่อนจะบอกว่าไม่มีที่ทำ คนไทยส่วนใหญ่มีที่ดินมากกว่าสิงคโปร์อยู่แล้ว แค่มักมองข้ามพื้นที่เล็กๆ ที่มีอยู่

ทำไมสิงคโปร์ถึงต้องเร่งเรื่องผลิตอาหารเองขนาดนี้

เพราะเขานำเข้าอาหารกว่า 90% ของที่กินทั้งประเทศ ถ้าเกิดปัญหากับแหล่งนำเข้า ความเสี่ยงด้านอาหารของประเทศจะสูงมาก แผนใหม่ของเขาจึงใช้การผลิตในประเทศเป็นหนึ่งในหลายเสาหลัก คู่กับการกระจายแหล่งนำเข้าและการสำรองอาหาร

ผมอ่านมาจากไหน

อ่านต่อในเว็บ

พื้นที่ว่างใกล้ตัวคุณตอนนี้ที่ยังไม่ได้ใช้ปลูกอะไรเลย มีตรงไหนบ้าง

เล่าให้ฟังในคอมเมนต์ได้เลยครับ ผมอ่านทุกอัน

เกษตรที่อยู่รอด ไม่ได้ชนะเพราะปลูกเก่งกว่า — แต่ชนะเพราะคิดเป็นธุรกิจ

ผมเก็บเคสเกษตรทำเงินจากทั่วโลกมาเล่าวันละเรื่อง ตามอ่านได้ที่เพจ เกษตรหัวใจธุรกิจ ส่วนแปลงที่ผมลงมือทำเองอยู่ ดูได้ที่ ช่องสาระรีฟ ครับ

ทำแปลงอยู่เหมือนกัน คุยกันได้

แปลงนี้ผมลงมือทำเองทุกขั้นแล้วจดไว้ทุกรอบ ใครติดตรงไหนอยู่ หรืออยากรู้ว่าผมใช้อะไรบ้าง ทักมาถามได้เลยครับ ผมตอบเอง

ทักมาคุยเรื่องแปลง

อ่านต่อเรื่องนี้