ปุ๋ยมูลไส้เดือนเป็นธุรกิจที่วัตถุดิบแทบฟรี แต่คู่มือธุรกิจของอินเดียชิ้นหนึ่งบอกว่า มูลไส้เดือนแบบเดียวกัน ถ้าขายเป็นกองได้ราว 8-10 รูปีต่อกิโล ถ้าแพ็กถุงขายปลีกได้ราว 12-18 รูปี ของเหมือนกัน ต่างกันแค่ขายยังไง ขายให้ใคร
ตลาดปุ๋ยมูลไส้เดือนที่กำลังโต
ผมไปอ่านเจอรายงานตลาดของ Mordor Intelligence ที่บอกว่าเอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดปุ๋ยมูลไส้เดือนที่ใหญ่ที่สุดในโลก และพื้นที่เกษตรอินทรีย์ของอินเดียขยายไปเกินกว่า 2.7 ล้านเฮกตาร์ในปี 2023
รายงานเดียวกันประเมินว่าตลาดปุ๋ยมูลไส้เดือนทั่วโลกปี 2025 อยู่ที่ราว 95,700 ล้านดอลลาร์ และคาดการณ์ว่าจะโตไปถึง 167,900 ล้านดอลลาร์ในปี 2030 ตัวเลขนี้เป็นการประเมินของบริษัทวิจัยตลาด ไม่ใช่ยอดขายจริง แต่อย่างน้อยก็บอกทิศทางว่าความต้องการกำลังโต
สิ่งที่ผมสนใจไม่ใช่ว่าอินเดียเก่งเรื่องเลี้ยงไส้เดือน เพราะเรื่องนั้นทำได้ทั่วโลก รวมถึงบ้านเรา แต่คือคู่มือธุรกิจของอินเดียอีกชิ้นที่แยกให้เห็นว่า ของกองเดียวกัน ขายคนละแบบ ได้ราคาต่างกันแค่ไหน
ขายเป็นกอง vs แพ็กถุงขายปลีก
คู่มือนั้นบอกว่าคนซื้อยอมจ่ายราว 10-18 รูปีต่อกิโล ถ้าขายแบบกองใหญ่ได้ราว 8-10 รูปีต่อกิโล แต่ถ้าแพ็กถุงขายปลีกได้ราว 12-18 รูปีต่อกิโล
ตรงนี้แหละที่ผมอ่านแล้วต้องหยุดอ่านซ้ำอีกรอบ ปลายล่างของการขายกองกับปลายบนของการขายถุงห่างกันเกินสองเท่า ทั้งที่เป็นมูลไส้เดือนเหมือนกัน
คู่มือเดียวกันแนะนำให้แพ็กถุง 1, 5 และ 10 กิโล แล้วขายตรงให้เรือนเพาะชำ และบอกว่าทำแบบนี้รายได้จากผลผลิตเท่าเดิมเพิ่มได้ถึงเท่าตัว ส่วนการขายตรงให้เกษตรกรในอำเภอเดียวกันก็ช่วยตัดคนกลาง ทำให้เหลือกำไรมากขึ้น
ต้นทุนต่ำ แต่กำไรขึ้นกับช่องทาง
รายงานของ IMARC ประเมินว่าโรงผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนมีกำไรขั้นต้นราว 50-65% และกำไรสุทธิราว 25-40% ฟังดูน่าตื่นเต้น เพราะวัตถุดิบหลักคือมูลวัว เศษอาหาร เศษพืช ที่แทบไม่ต้องซื้อ
แต่ตัวเลขนี้เป็นค่าประเมินของโรงผลิตทั่วไป ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะได้เท่านี้ ราคาที่ขายได้จริงยังขึ้นกับว่าขายเป็นกองหรือแพ็กถุง ขายผ่านคนกลางหรือขายตรง
ของชิ้นเดียวกัน ไส้เดือนตัวเดียวกัน มูลกองเดียวกัน แต่ขายคนละแบบ เงินที่เหลือเข้ากระเป๋าก็ต่างกันไปคนละเรื่อง
จุดที่ทำให้ผมหยุดคิด — ของฟรีไม่ใช่ข้อได้เปรียบที่แท้จริง
หลายคนที่ทำเกษตรอินทรีย์มักคิดว่า พอวัตถุดิบฟรีหรือเกือบฟรี — มูลวัวมีอยู่แล้วในคอก ฟางมีอยู่แล้วหลังเก็บเกี่ยว เศษผักเหลือทิ้งทุกวัน — ทำแล้วต้องมีกำไรแน่นอน เพราะต้นทุนต่ำเตี้ยติดดิน
แต่พออ่านตัวเลขนี้แล้วผมคิดว่า ต้นทุนต่ำแค่ทำให้ “มีโอกาสได้กำไรสูง” เท่านั้น มันไม่ได้แปลว่าจะได้กำไรสูงจริง เพราะระหว่างทางจากกองปุ๋ยไปถึงมือคนใช้ มีคนกลางคอยตักส่วนต่างไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่มีช่องทางขายของตัวเอง เราก็แค่เป็นคนผลิตต้นทางที่ถูกกดราคาไปเรื่อยๆ
วัตถุดิบฟรีไม่ได้ทำให้รวย ช่องทางขายต่างหากที่ตัดสินว่าจะเหลือเท่าไหร่ ประโยคนี้ฟังดูง่าย แต่ผมว่ามันเป็นเส้นแบ่งระหว่างคนที่ทำเกษตรแล้วอยู่ได้ กับคนที่ทำเกษตรแล้วเหนื่อยฟรี
สิ่งที่คู่มือนั้นแนะนำไม่ใช่การหาสูตรปุ๋ยที่ดีกว่า แต่คือแพ็กถุง หาลูกค้าตรง และใช้รูปก่อน-หลังจากแปลงจริงช่วยหาผู้ซื้อในพื้นที่ผ่าน WhatsApp Business
ถ้าเป็นบ้านเราจะเอาไปใช้ยังไง
บ้านเรามีคนทำปุ๋ยมูลไส้เดือนอยู่เยอะครับ ทั้งแบบทำใช้เองในสวน แบบทำขายเสริมข้างบ้าน ไปจนถึงคนที่จริงจังทำเป็นรายได้หลัก ถ้าจบที่การยกกระสอบไปขายส่งให้ร้านเกษตร หรือขายผ่านคนกลางที่มารับถึงบ้าน ก็คือการเลือกอยู่ฝั่งราคาต่ำแบบเดียวกับที่คู่มือนั้นพูดถึง
ผมคิดว่าปัญหาของรายเล็กหลายคนไม่ใช่ทำปุ๋ยไม่เก่ง แต่ติดอยู่ตรงที่ไม่มีชื่อ ไม่มีถุงที่จำได้ ไม่มีใครรู้จักนอกวงคนใกล้ตัว พอไม่มีสามอย่างนี้ ทางเลือกที่เหลือคือขายส่งให้คนที่มีช่องทางอยู่แล้ว ซึ่งก็คือการยกส่วนต่างให้คนอื่น
สิ่งที่ทำได้จริงโดยไม่ต้องใช้เงินทุนมาก คือเริ่มจากถุงที่มีชื่อสวนตัวเองติดอยู่ ไม่ต้องหรูหรา แค่มีชื่อ มีน้ำหนัก มีข้อมูลติดต่อ แล้วเอาไปขายตรงในกลุ่มไลน์คนปลูกผัก กลุ่มเฟซบุ๊กเกษตร หรือตลาดนัดใกล้บ้าน แทนที่จะยกกระสอบไปขายส่งให้ร้าน วิธีนี้ไม่ได้แปลว่าจะได้ราคาเท่าตัวอย่างในอินเดียเสมอไป แต่มันคือทิศทางเดียวกับที่คู่มือนั้นแนะนำ
อีกเรื่องที่น่าคิดคือ ถ้าเชื่อตัวเลขคาดการณ์ของบริษัทวิจัยตลาด ตลาดปุ๋ยมูลไส้เดือนโลกกำลังโตจากราว 95,700 ล้านดอลลาร์ไปเป็น 167,900 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 การเริ่มสร้างชื่อตัวเองไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ก็เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับแนวโน้มนั้น
ทำถุงติดชื่อยากกว่าทำปุ๋ยจริงไหม
หลายคนมักบอกว่าไม่มีเวลาไปทำแบรนด์ ไม่มีเงินไปพิมพ์ถุง ไม่รู้จะเริ่มยังไง ซึ่งผมเข้าใจว่ามันดูเป็นงานเพิ่มจากที่ทำอยู่แล้ว แต่พอเทียบกับความยากของการทำปุ๋ยมูลไส้เดือนให้ได้คุณภาพสม่ำเสมอ — คุมความชื้น คุมอาหารไส้เดือน คุมเวลาเก็บมูล — ผมว่าการทำถุงติดชื่อกับใส่เบอร์โทรลงไปนั้นง่ายกว่าเยอะ
สิ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ทำ ไม่ใช่เพราะมันยาก แต่เพราะมันไม่ใช่ขั้นตอนที่รู้สึกเหมือน “งานเกษตร” มันรู้สึกเหมือนงานการตลาดที่ไม่ถนัด เลยถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วขั้นตอนนี้แหละที่ตัดสินว่าจะได้กำไรแบบไหน
คำถามที่ผมอยากฝากไว้คือ ของที่เราทำอยู่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยมูลไส้เดือน ปุ๋ยหมัก หรือผลผลิตอะไรก็ตาม เรากำลังขายส่งให้คนอื่นเอาไปติดชื่อเขาขายต่อ หรือเรากำลังขายในชื่อของเราเอง
ตัวเลขของเคสนี้
| ราคาขายแบบกอง (bulk) | ราว 8-10 รูปี/กก. |
| ราคาแพ็กถุงขายปลีก | ราว 12-18 รูปี/กก. |
| ราคาที่คนซื้อยอมจ่าย | ราว 10-18 รูปี/กก. |
| กำไรโรงผลิต (ค่าประเมินของ IMARC) | ขั้นต้น 50-65% · สุทธิ 25-40% |
| ตลาดปุ๋ยมูลไส้เดือนโลก (ค่าประเมินของ Mordor) | ราว 95,700 ล้าน (2025) → คาด 167,900 ล้านดอลลาร์ (2030) |
| พื้นที่เกษตรอินทรีย์อินเดีย | กว่า 2.7 ล้านเฮกตาร์ (2023) |
คำถามที่คนถามบ่อย
ทำไมมูลไส้เดือนกองเดียวกันถึงขายได้ราคาต่างกันมาก
เพราะช่องทางขายต่างกัน คู่มือธุรกิจของอินเดียบอกว่าขายแบบกองได้ราว 8-10 รูปีต่อกิโล แพ็กถุงขายปลีกได้ราว 12-18 รูปี และการขายตรงช่วยตัดคนกลางออก
ต้องลงทุนเยอะไหมถึงจะเริ่มขายแบรนด์ตัวเองได้
ในรายงานไม่ได้บอกตัวเลขการลงทุนไว้ แต่จุดสำคัญที่เห็นชัดคือการมีชื่อ มีบรรจุภัณฑ์ที่จำได้ และขายตรงถึงคนใช้แทนการขายส่งผ่านคนกลาง
ตลาดปุ๋ยมูลไส้เดือนกำลังโตจริงไหม
Mordor Intelligence ประเมินว่าตลาดปุ๋ยมูลไส้เดือนโลกอยู่ราว 95,700 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 และคาดว่าจะโตถึง 167,900 ล้านในปี 2030 เป็นตัวเลขคาดการณ์ของบริษัทวิจัย ไม่ใช่ยอดขายจริง
ขายส่งกับขายแบรนด์ตัวเองต่างกันแค่ราคาอย่างเดียวไหม
ไม่ใช่แค่ราคา คู่มือบอกว่าแพ็กถุงแล้วขายตรงอาจทำรายได้จากผลผลิตเท่าเดิมเพิ่มได้ถึงเท่าตัว แต่ก็มีค่าถุงและเวลาขายที่ต้องคิดเพิ่มด้วย
ผมอ่านมาจากไหน
อ่านต่อในเว็บ
- หมักปุ๋ยคอกกี่วัน ก่อนใส่ต้นไม้ ไม่ให้รากเน่า
- ใบไหม้เกิดจากอะไร ส้มโอ 25 วัน ใบม้วนไหม้ หาสาเหตุจากดิน
ของที่คุณทำอยู่ตอนนี้ ขายส่งหรือขายในชื่อตัวเองครับ
เล่าให้ฟังในคอมเมนต์ได้เลยครับ ผมอ่านทุกอัน
เกษตรที่อยู่รอด ไม่ได้ชนะเพราะปลูกเก่งกว่า — แต่ชนะเพราะคิดเป็นธุรกิจ
ผมเก็บเคสเกษตรทำเงินจากทั่วโลกมาเล่าวันละเรื่อง ตามอ่านได้ที่เพจ เกษตรหัวใจธุรกิจ ส่วนแปลงที่ผมลงมือทำเองอยู่ ดูได้ที่ ช่องสาระรีฟ ครับ

