สำมะโนเกษตรสหรัฐฯ รอบปี 2022 มีตัวเลขที่ทำให้ผมต้องหยุดอ่านซ้ำสองรอบ — ฟาร์มที่เปิดให้คนมาเที่ยวทำรายได้จากส่วนนี้รวมกัน 1,260 ล้านดอลลาร์ เฉลี่ยราว 44,000 ดอลลาร์ หรือเกือบ 1.5 ล้านบาทต่อฟาร์ม แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ ฟาร์มแบบนี้มีอยู่แค่ 1.5% ของฟาร์มทั้งหมดในประเทศ แปลว่าฟาร์มส่วนใหญ่ที่เหลือแทบยังไม่ได้เล่นเกมนี้เลย
ตัวเลขที่ผมไปเจอในรายงานสำมะโนเกษตร
ผมไปอ่านเจอรายงานของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ที่เขาทำสำมะโนฟาร์มทั่วประเทศทุก 5 ปี รอบล่าสุดปี 2022 เขาแยกหมวดรายได้ที่มาจาก “เกษตรท่องเที่ยว” หรือที่ฝรั่งเรียก agritourism ออกมาต่างหาก ไม่ได้นับรวมกับรายได้จากการขายผลผลิต
ตัวเลขที่ออกมาคือ ฟาร์มทั่วประเทศทำรายได้จากส่วนนี้รวมกัน 1.26 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 12.4% จากรอบสำรวจปี 2017 แบบที่ปรับเงินเฟ้อแล้วด้วย ไม่ใช่ตัวเลขดิบที่โตเพราะของแพงขึ้นอย่างเดียว
ที่ผมชอบที่สุดคือตัวเลขเฉลี่ยต่อฟาร์ม ถ้าเอารายได้รวมหารด้วยจำนวนฟาร์มที่ทำ จะตกราว 44,000 ดอลลาร์ต่อปี หรือเกือบ 1.5 ล้านบาท แต่นี่เป็นค่าเฉลี่ย ข้อมูลของ USDA ที่ NACo อ้างถึงบอกว่าราว 29% ของฟาร์มกลุ่มนี้มีรายได้ส่วนนี้แค่ 1,000-5,000 ดอลลาร์ต่อปี ส่วนที่ได้เกิน 25,000 ดอลลาร์มีราว 23% และทั้งหมดนี้คือรายได้ที่มาจาก “การพาคนมาเที่ยว” ล้วนๆ ไม่ได้ปนกับการขายผลผลิต
จุดที่ทำให้ผมหยุดคิด — 1.5% คือตัวเลขที่บอกอะไรมากกว่าที่เห็น
ฟาร์มที่ทำแบบนี้มีแค่ 28,617 แห่ง จากฟาร์มทั้งหมดในสหรัฐฯ คิดเป็นแค่ 1.5% เท่านั้น ตอนแรกผมอ่านแล้วคิดว่า แสดงว่าตลาดนี้เล็กสินะ แต่พอมองอีกมุมกลับเห็นตรงข้าม
1.5% ที่ทำ สร้างรายได้รวมกันถึง 1,260 ล้านดอลลาร์ แปลว่าคนกลุ่มเล็กๆ นี้จับเงินก้อนใหญ่ไปคนละส่วน ในขณะที่ฟาร์มส่วนใหญ่ที่เหลือในประเทศยังไม่ได้แตะช่องทางรายได้นี้เลย
ผมมองว่านี่ไม่ใช่ตลาดที่อิ่มตัว แต่เป็นตลาดที่ยังไม่มีใครลงไปเล่นเต็มที่ต่างหาก ฟาร์มส่วนใหญ่ยังคิดว่าตัวเองมีของขายอย่างเดียวคือผลผลิต ทั้งที่จริงๆ มีของขายได้ตั้งสองอย่าง
ผลผลิตขายได้ตามฤดู แต่ประสบการณ์ขายได้เกือบทั้งปี
เรื่องนี้เป็นบทเรียนที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดจากเคสนี้ ฟาร์มขายของได้สองอย่าง — ผลผลิตกับประสบการณ์ ต่างกันตรงที่ผลผลิตขายได้เฉพาะตอนถึงฤดูเก็บเกี่ยว แต่ประสบการณ์ขายได้เกือบทั้งปี ไม่ต้องรอผลไม้สุก ไม่ต้องรอดอกบาน
ประสบการณ์ไม่ต้องกลัวฝนแบบที่ผลผลิตต้องกลัว ไม่ต้องกลัวราคาตกเวลาพืชล้นตลาด และถ้าคนที่มาเดินสวน มาเก็บผลไม้เอง ซื้อผลผลิตกลับบ้านด้วย ก็กลายเป็นได้ทั้งสองทางในทริปเดียว
อีกตัวเลขจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ คือ ราว 57% ของเคาน์ตีทั่วประเทศมีฟาร์มที่มีรายได้จากเกษตรท่องเที่ยว ผมมองว่ามันไม่ได้กระจุกอยู่แค่พื้นที่ท่องเที่ยวดังๆ แต่กระจายไปแทบทุกพื้นที่
ถ้าเป็นบ้านเรา จะเอาไปใช้ยังไง
เวลาอ่านเคสแบบนี้ ผมมักถามตัวเองว่าถ้าเป็นสวนขนาดไม่กี่ไร่ของคนไทย เงินทุนไม่มาก จะเริ่มตรงไหนได้บ้าง
แต่จุดที่ผมมองว่าเราได้เปรียบคืออากาศ บ้านเราปลูกได้เกือบทั้งปี ไม่มีหิมะ ไม่มีฤดูหนาวที่ทำอะไรไม่ได้เลยแบบบางรัฐในอเมริกา อาหารอร่อย คนใต้คุยสนุก นี่คือทุนที่มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม
สิ่งที่เรามักพลาดคือคิดว่าต้องลงทุนใหญ่ก่อนถึงจะเริ่มได้ ต้องมีที่พัก ต้องมีคาเฟ่ ต้องมีซุ้มถ่ายรูปสวยๆ แบบที่เห็นในโซเชียล ทั้งที่จริงๆ แล้วเริ่มจากของง่ายๆ ได้ อย่างพาเดินสวน ให้เก็บผลไม้เอง หรือสอนทำอะไรสักอย่างสั้นๆ
สำหรับสวนเล็กในไทย เงินลงทุนที่ต้องใช้เพื่อเริ่มทดลองตรงนี้ต่ำมาก ไม่ต้องสร้างอะไรใหม่ แค่จัดเส้นทางเดินในสวนที่มีอยู่แล้ว กันเวลาไว้สักสองชั่วโมงต่อรอบ แล้วลองเก็บค่าหัวดู
เริ่มจากของที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องรอพร้อม
หลายคนติดกับดักเดียวกัน คือคิดว่าต้องจัดสวนให้สวยก่อน ต้องมีป้ายบอกทาง ต้องมีที่นั่งพักร้อน กว่าจะเริ่มลงมือทำจริงก็ใช้เวลานานเกินความจำเป็น ผมคิดว่าคนที่อยากมาเที่ยวสวนไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบขนาดนั้น
สิ่งที่เขาอยากได้คือประสบการณ์ที่จับต้องได้ — ได้เก็บผลไม้ด้วยมือตัวเอง ได้ฟังเรื่องราวจากคนปลูกจริง ได้ลองทำอะไรสักอย่างที่เมืองไม่มีให้ทำ พวกนี้ไม่ต้องรอให้สวนสวยก่อนถึงจะเริ่มขายได้
ขายได้จริงไหมต้องลองถึงจะรู้ แต่จุดที่ผมมองว่าคุ้มค่าลองคือ ต้นทุนในการทดลองมันต่ำมาก ไม่ต้องเสี่ยงเงินก้อนใหญ่เหมือนการสร้างที่พักหรือคาเฟ่ แค่ลองเปิดรอบเล็กๆ สักครั้งสองครั้งก่อน แล้วค่อยดูว่าคนตอบรับยังไง
ตัวเลขของเคสนี้
| รายได้เฉลี่ยต่อฟาร์ม | ราว 44,000 ดอลลาร์/ปี (เกือบ 1.5 ล้านบาท · คำนวณจากรายได้รวม ÷ จำนวนฟาร์ม) |
| จำนวนฟาร์มที่ทำเกษตรท่องเที่ยว | 28,617 แห่ง (1.5% ของฟาร์มทั้งหมดในสหรัฐฯ) |
| รายได้รวมทั้งประเทศ (2022) | 1.26 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 12.4% จากปี 2017 |
| เคาน์ตีที่มีรายได้จากเกษตรท่องเที่ยว | ราว 57% ของเคาน์ตีทั้งหมด |
| ฟาร์มที่มีรายได้ส่วนนี้ 1,000-5,000 ดอลลาร์/ปี | ราว 29% |
| ฟาร์มที่มีรายได้ส่วนนี้เกิน 25,000 ดอลลาร์/ปี | ราว 23% |
คำถามที่คนถามบ่อย
ตัวเลขเกือบ 1.5 ล้านบาทต่อฟาร์มนี่คือกำไรหรือรายได้รวม
เป็นรายได้ที่มาจากกิจกรรมท่องเที่ยวในฟาร์มโดยเฉพาะ ไม่ได้หักต้นทุน และไม่ได้รวมรายได้จากการขายผลผลิตด้วย เป็นคนละก้อนกัน และเป็นค่าเฉลี่ยที่ผมคำนวณจากรายได้รวมหารจำนวนฟาร์ม
ฟาร์มเล็กแบบบ้านเราทำแบบนี้ได้จริงไหม ไม่ใช่ฟาร์มใหญ่แบบอเมริกา
ตัวเลขในรายงานนี้มาจากฟาร์มอเมริกัน บริบทต่างจากสวนไทย แต่หลักคิดเรื่องขายประสบการณ์ควบคู่กับผลผลิตใช้ได้กับสวนขนาดเล็กเหมือนกัน เพียงแต่ต้องเริ่มจากขนาดที่เหมาะกับที่ตัวเองมี ไม่ต้องลงทุนใหญ่
ต้องมีที่พักหรือร้านอาหารก่อนถึงจะเริ่มทำเกษตรท่องเที่ยวได้ไหม
ไม่จำเป็น เคสนี้ไม่ได้บอกว่าฟาร์มทั้งหมดต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ กิจกรรมง่ายๆ อย่างพาเดินสวนหรือเก็บผลไม้เองก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ใช้ได้ ต้นทุนต่ำกว่าการสร้างที่พักหรือคาเฟ่มาก
ทุกฟาร์มที่ทำเกษตรท่องเที่ยวได้เงินหลักล้านบาทไหม
ไม่ใช่ครับ ตัวเลขราว 44,000 ดอลลาร์เป็นค่าเฉลี่ย ข้อมูลของ USDA ที่ NACo อ้างถึงบอกว่าราว 29% ของฟาร์มกลุ่มนี้ได้แค่ 1,000-5,000 ดอลลาร์ต่อปี และมีราว 23% ที่ได้เกิน 25,000 ดอลลาร์
ผมอ่านมาจากไหน
อ่านต่อในเว็บ
- ฉีดปุ๋ยทางใบ ลดต้นทุนได้จริงไหม ฉีดเวลาไหนดีที่สุด
- ตรวจดินเอง 3 วิธีด้วยมือ + ชุดตรวจ NPK ไม่ต้องส่งแล็บ
ถ้าวันนี้มีคนมาเที่ยวสวนคุณ คุณจะให้เขาทำอะไรได้บ้างใน 2 ชั่วโมง?
เล่าให้ฟังในคอมเมนต์ได้เลยครับ ผมอ่านทุกอัน
เกษตรที่อยู่รอด ไม่ได้ชนะเพราะปลูกเก่งกว่า — แต่ชนะเพราะคิดเป็นธุรกิจ
ผมเก็บเคสเกษตรทำเงินจากทั่วโลกมาเล่าวันละเรื่อง ตามอ่านได้ที่เพจ เกษตรหัวใจธุรกิจ ส่วนแปลงที่ผมลงมือทำเองอยู่ ดูได้ที่ ช่องสาระรีฟ ครับ

