มีฟาร์มปลูกสตรอว์เบอร์รีในตึกที่อเมริกาชื่อ Oishii ระดมทุนไปแล้วรวม 370 ล้านดอลลาร์ ตอนนี้ขายอยู่ 18 รัฐ แล้วเพิ่งข้ามไปเปิดตลาดต่างประเทศแรกที่โตรอนโตเมื่อต้นปีนี้ ที่ผมสะดุดไม่ใช่ตัวเงินก้อนใหญ่ แต่เป็นวิธีคิดที่เขาบอกว่า พิสูจน์การผลิตกับต้นทุนต่อหน่วยให้ผ่านก่อน แล้วค่อยไล่ยอดขาย
Oishii คือใคร ทำอะไรอยู่
ผมไปอ่านเจอเรื่อง Oishii ฟาร์มปลูกสตรอว์เบอร์รีในตึกที่อเมริกา ตั้งบริษัทมาตั้งแต่ปี 2016 ผ่านมาเกือบสิบปี เขายังอยู่ได้ และไม่ใช่แค่อยู่ได้เฉยๆ แต่ขยายไปขายอยู่ถึง 18 รัฐในอเมริกา
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือเรื่องเงิน เขาระดมทุนรวมกันไปแล้วถึง 370 ล้านดอลลาร์ แค่รอบระดมทุนรอบใหญ่รอบเดียวก็ได้มา 150 ล้านดอลลาร์ในการปิดรอบแรก นี่คือเงินระดับที่นักลงทุนต้องเชื่อจริงๆ ถึงจะยอมใส่เข้ามาขนาดนี้ในธุรกิจที่ปลูกผลไม้ในโรงงาน
แล้วล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เขาก็ข้ามไปเปิดตลาดต่างประเทศเป็นครั้งแรกที่โตรอนโต แคนาดา นี่คือก้าวที่บอกว่ารูปแบบธุรกิจของเขาเริ่มพิสูจน์ตัวเองในบ้านตัวเองได้แล้ว ถึงกล้าออกไปข้างนอก
ทำไมฟาร์มในตึกเจ้าอื่นถึงล้มกันเป็นแถว
ผมอ่านต่อแล้วถึงเข้าใจว่าทำไมเรื่องนี้ถึงน่าเล่า เพราะวงการฟาร์มแนวตั้งมีเจ้าดังล้มไปหลายเจ้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ข่าวที่ผมอ่านเขียนไว้ว่า หลายครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่การสร้างโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดได้ในระบบเกษตรที่ซับซ้อนขนาดนี้
ข่าวเขียนต่อว่า หลายเจ้าเริ่มจากปลูกผักสลัด แล้วขยายเร็วเกินไป ก่อนจะพิสูจน์ได้ว่าธุรกิจมันเลี้ยงตัวเองได้จริง และหลายเจ้าก็ระดมทุนต่อไม่ได้ เพราะพิสูจน์ตัวเลขต้นทุนต่อหน่วยให้นักลงทุนเชื่อไม่ได้
พูดง่ายๆ คือปลูกเป็นอย่างเดียวไม่พอ ถ้าตัวเลขต้นทุนกับราคาขายยังไม่ผ่าน ขยายไปเท่าไหร่ก็ไม่ช่วย นี่คือกับดักที่ผมว่าฟาร์มแนวตั้งหลายเจ้าเดินเข้าไป
ทางที่ Oishii เลือกเดิน — ไม่ไล่ยอดขาย ไล่ให้ต้นทุนผ่านก่อน
Oishii เลือกอีกทาง เขาบอกว่าตัดสินใจโฟกัสที่สตรอว์เบอร์รีพรีเมียม ซึ่งเป็นผลไม้ที่คนยอมจ่ายแพงกว่าปกติอยู่แล้ว
จุดที่ผมว่าสำคัญที่สุดคือ เขาบอกว่าเลือกพิสูจน์การผลิตและต้นทุนต่อหน่วยให้ผ่านก่อน แล้วค่อยไล่ยอดขาย และการตัดสินใจขยายก็ไม่ได้ดูแค่ยอดขายอย่างเดียว แต่ดูต้นทุนต่อหน่วย ความสม่ำเสมอของการผลิต ความต้องการของลูกค้า และความมั่นใจของร้านค้าไปพร้อมกัน
เขาตั้งบริษัทมาตั้งแต่ปี 2016 วันนี้ขายอยู่ 18 รัฐ แล้วเพิ่งออกไปต่างประเทศครั้งแรกเมื่อต้นปีนี้เอง ไม่ได้รีบบุกทุกตลาดตั้งแต่ปีแรกๆ
จุดที่ทำให้ผมหยุดคิด
ตรงนี้แหละที่ผมอ่านแล้วต้องหยุดคิดอยู่นาน เพราะเวลาคนเราจะเริ่มทำเกษตรเป็นธุรกิจ คำถามแรกที่มักถามตัวเองคือ “ปลูกอะไรง่ายที่สุด” หรือ “ปลูกอะไรที่คนอื่นทำแล้วสำเร็จ”
แต่คำถามที่ Oishii สอนผมคือ “ปลูกอะไรแล้วคนยอมจ่ายแพงกว่าชาวบ้าน” เพราะของที่ปลูกง่าย มีคนทำเยอะ พอมีคนทำเยอะ ราคาก็ลง แล้วสุดท้ายเราก็กลับไปอยู่ในสนามที่แข่งกันด้วยราคาถูกเหมือนเดิม
อีกข้อที่ผมจำไว้เลยคือ อย่าเพิ่งขยายจนกว่ารอบเล็กๆ จะมีกำไรจริง เพราะถ้าฐานยังไม่แน่น ทำเยอะขึ้นก็ไม่ได้ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกลงเองเสมอไป อาจแค่ขาดทุนเร็วขึ้นเท่านั้น
Oishii ใช้เวลาเป็นสิบปีถึงจะกล้าออกไปตลาดต่างประเทศ นี่ไม่ใช่ความช้า แต่เป็นความรอบคอบที่ทำให้เขายังอยู่ได้ ในขณะที่ฟาร์มแนวตั้งเจ้าอื่นล้มไปหลายเจ้าแล้ว
ถ้าเป็นบ้านเราจะเอาไปใช้ยังไง
สวนเกษตรบ้านเราส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินทุนระดับร้อยล้านดอลลาร์แบบ Oishii แน่นอน แต่หลักคิดเรื่อง “เลือกของที่คนยอมจ่ายแพง แทนของที่ปลูกง่าย” เอามาใช้ได้กับสวนขนาดเล็กเหมือนกัน
ผมว่าเกษตรกรหลายคนมักเริ่มจากถามว่าปลูกอะไรขายได้แน่ๆ ปลูกอะไรที่ตลาดรับซื้อแน่นอน ซึ่งคำตอบมักวนกลับไปที่พืชเศรษฐกิจหลักที่คนปลูกกันทั้งอำเภอ พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวพร้อมกัน ราคาก็ตกพร้อมกัน
สิ่งที่น่าลองคิดคือ ในพื้นที่ของเรามีของอะไรบ้างที่คนในพื้นที่ใกล้เคียงไม่ค่อยมีคนปลูก หรือปลูกได้แต่คุณภาพไม่สม่ำเสมอ แล้วเราทำให้มันดีกว่าจนคนยอมจ่ายแพงกว่าราคาตลาดทั่วไปได้
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ก่อนจะขยายแปลง ขยายโรงเรือน ลองเช็คก่อนว่ารอบเล็กๆ ที่ทำอยู่ตอนนี้ ต้นทุนที่ลงไปกับราคาที่ขายได้มันพอกันหรือยัง ถ้ายังไม่พอ ขยายไปก็มีแต่จะขาดทุนเร็วขึ้น
เรื่องเงินทุนที่คนไทยควรมองต่าง
ตัวเลข 370 ล้านดอลลาร์ที่ Oishii ระดมได้ เป็นเรื่องของตลาดทุนอเมริกาที่ต่างจากบ้านเราคนละโลก เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ไม่มีทางเข้าถึงเงินก้อนขนาดนี้ และก็ไม่จำเป็นต้องมี เพราะขนาดธุรกิจที่เราทำอยู่ไม่ได้ใหญ่ระดับเดียวกัน
สิ่งที่เอามาใช้ได้จริงๆ ไม่ใช่ตัวเงิน แต่เป็นจังหวะการตัดสินใจ Oishii บอกว่าพิสูจน์ต้นทุนต่อหน่วยให้ผ่านก่อน แล้วค่อยขยาย กว่าจะถึง 18 รัฐก็ใช้เวลาหลายปี
สวนเล็กๆ บ้านเราก็ทำแบบนี้ได้ ไม่ต้องรอเงินทุนก้อนใหญ่ ทดลองปลูกในพื้นที่เล็ก เช็คว่าราคาขายกับต้นทุนที่ลงไปมันคุ้มกันจริงไหม พอมั่นใจแล้วค่อยขยายพื้นที่ ไม่ใช่ขยายก่อนแล้วค่อยมาแก้ปัญหาทีหลัง
ตัวเลขของเคสนี้
| ปีที่ก่อตั้ง | 2016 |
| เงินระดมทุนรวม | 370 ล้านดอลลาร์ |
| รอบระดมทุนรอบใหญ่ (ปิดรอบแรก) | 150 ล้านดอลลาร์ |
| ขายอยู่ในอเมริกา | 18 รัฐ |
| ตลาดต่างประเทศแรก | โตรอนโต แคนาดา (ก.พ. 2026) |
คำถามที่คนถามบ่อย
Oishii ปลูกอะไรขาย
ปลูกสตรอว์เบอร์รีพรีเมียมในฟาร์มแนวตั้งในตึก เขาบอกว่าตั้งใจโฟกัสที่ผลไม้พรีเมียมที่คนยอมจ่ายแพง
ทำไมฟาร์มแนวตั้งเจ้าอื่นถึงล้มแต่ Oishii ไม่ล้ม
ข่าวที่ผมอ่านเขียนว่า หลายเจ้าเริ่มจากผักสลัดแล้วขยายเร็วเกินไป ก่อนจะพิสูจน์ได้ว่าโมเดลธุรกิจอยู่รอดได้ ส่วน Oishii เลือกของพรีเมียม และบอกว่าพิสูจน์ต้นทุนต่อหน่วยให้ผ่านก่อนค่อยไล่ยอดขาย
เกษตรกรไทยเอาแนวคิดนี้ไปใช้ได้จริงไหม
ได้ในแง่หลักคิด ไม่ใช่ในแง่ขนาดเงินทุน คือเลือกปลูกของที่คนยอมจ่ายแพงกว่าตลาดทั่วไป และอย่าขยายแปลงจนกว่าจะเช็คแล้วว่ารอบเล็กๆ ต้นทุนกับราคาขายมันพอกัน
ต้องมีเงินทุนเยอะแบบ Oishii ถึงจะทำได้ไหม
ไม่จำเป็น หลักที่เอามาใช้ได้คือจังหวะการตัดสินใจ ทดลองในพื้นที่เล็กก่อน เช็คว่าคุ้มทุนจริงไหม แล้วค่อยขยายทีละก้าวเหมือนที่ Oishii ทำ
ผมอ่านมาจากไหน
อ่านต่อในเว็บ
- ทดสอบสารต้านอนุมูลอิสระในปุ๋ย หยดเดียวสีเปลี่ยนบอกอะไร
- ปลูกมะนาวให้ผลดก เริ่มจากวัดค่าดิน pH กับไนโตรเจน
ในพื้นที่ของคุณ มีของอะไรบ้างที่คนยอมจ่ายแพงกว่าราคาตลาดทั่วไป
เล่าให้ฟังในคอมเมนต์ได้เลยครับ ผมอ่านทุกอัน
เกษตรที่อยู่รอด ไม่ได้ชนะเพราะปลูกเก่งกว่า — แต่ชนะเพราะคิดเป็นธุรกิจ
ผมเก็บเคสเกษตรทำเงินจากทั่วโลกมาเล่าวันละเรื่อง ตามอ่านได้ที่เพจ เกษตรหัวใจธุรกิจ ส่วนแปลงที่ผมลงมือทำเองอยู่ ดูได้ที่ ช่องสาระรีฟ ครับ

